knowledge cover
9 สิงหาคม 2565
0
Share
คลังความรู้
เปลี่ยน “คำวิจารณ์” ให้เป็น “ความวิเศษ”

เปลี่ยน “คำวิจารณ์” ให้เป็น “ความวิเศษ”

บทความสะท้อนมุมมองบวกกับนักเขียนผู้สร้างแรงบันดาลใจ

เรื่องโดย ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

คำวิจารณ์อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนไม่อยากเจอ แต่แท้จริงแล้วคำวิจารณ์มีความวิเศษที่ทำให้เรานำมาใช้ปรับปรุงตัวเราเองได้ ถ้าใช้มันอย่างเกิดประโยชน์ เราจะพัฒนาตัวเองได้จากคำวิจารณ์ นี่คือ 5 วิธีที่ทำให้เราดึงความวิเศษจากคำวิจารณ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ครับ


1.ตั้งใจ “ฟัง” ไม่ใช่ตั้งใจ “โต้แย้ง”

อย่าเพิ่งตั้งกำแพงขึ้นมาว่าคำวิจารณ์คือการโจมตี เพราะคนที่วิจารณ์อาจมีเจตนาดีที่อยากให้เราปรับปรุงจริง ๆ ก็ได้ ให้มีวิธีคิดว่า เราจะใช้คำวิจารณ์เพื่อการพัฒนาตัวเอง ถ้าตรงไหนมีประโยชน์เราก็พร้อมจะปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะความตั้งใจของเราคืออยากพัฒนาให้ตัวเองดีขึ้น และด้วยท่าทีที่นอบน้อม คนที่หวังดีกับเราก็จะสัมผัสได้ว่าเราอยากพัฒนาตัวเองจริง ๆ และเราพร้อมรับฟังเขา ไม่ใช่พร้อมปกป้องตัวเอง


ไม่ว่าคำวิจารณ์จะเป็นอย่างไร ให้เรารับมาทั้งหมดก่อน อย่าเพิ่งเถียง ใช้การฟังเก็บรายละเอียดมาให้มากที่สุด เพื่อที่เราจะได้มาแยกแยะได้ว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่ อันไหนมีประโยชน์ อันไหนไม่จำเป็นต้องเอามาใส่สมอง เราเลือกได้หมด แต่ถ้าเราแสดงออกว่าเราเป็นน้ำเต็มแก้ว เราดีทุกอย่าง ท่าทีแบบนี้คนที่หวังดีกับเราก็อาจจะไม่อยากจะเสนอแนะเราต่อไป เราก็จะเสียประโยชน์ในการพัฒนาตัวเอง และเสียคนที่มีความหวังดีกับเราไป


2.หาสิ่งที่นำไปใช้ได้ต่อจากคำวิจารณ์

เมื่อฟังคำวิจารณ์แล้ว ให้แยกแยะว่าอะไรคือสิ่งที่ดีและไม่ดี อะไรคือสิ่งที่เอาไปใช้ประโยชน์ได้ อะไรคือสิ่งที่ไม่นำไปสู่การพัฒนา คำวิจารณ์ที่เป็นประโยชน์จะบอกทั้งข้อดีและข้อเสียของตัวเราอย่างจริงใจ มีเหตุผลประกอบชัดเจน ระบุได้ว่าอะไรเรียกว่าดีและไม่ดี ที่ดีและไม่ดีเป็นเพราะอะไร ไปจนถึงเสนอแนะไปถึงการแก้ไข เป็นแบบนี้เราสามารถสกัดนำมาใช้ประโยชน์ได้ต่อเลย 


แต่คำวิจารณ์ที่ไม่เป็นประโยชน์ มีอคติ มีแต่อารมณ์ ไม่มีเหตุผลรองรับ ไม่ลงรายละเอียดว่าดีหรือไม่ดีเพราะอะไร แบบนี้เราอาจจะนำไปพัฒนาต่อไม่ได้ ก็พยายามฝึกปล่อยผ่านไป เลือกเฉพาะที่เป็นประโยชน์กับเรา และเล็งเห็นได้ว่าเราควรต้องทำอะไรต่อ


3.ขอบคุณคนที่วิจารณ์ด้วยความจริงใจและปรารถนาดีเสมอ

ให้ดีใจและขอบคุณคนที่สะท้อนคำวิจารณ์ที่เป็นประโยชน์กับเราเสมอ เพราะคนเหล่านี้คือคนที่เห็นคุณค่าของเรา เขาจึงสละเวลาอันมีค่ามาชี้ทางสว่างให้เรา แปลว่าเขามีความหวังว่าเรายังพัฒนาตัวเองได้ เราอยากเห็นเราดีขึ้น นี่คือคนที่เราควรฟังเขาและรักษาเขาไว้ และเขาคงจะดีใจที่ได้เห็นเราพัฒนาจากสิ่งที่เขาได้บอกเราไป


ตรงกันข้าม ถ้าเขาไม่คิดว่าเราพัฒนาได้ หรือไม่ได้เห็นเราอยู่ในสายตา เขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลากับเราเลย เขาคงปล่อยให้เราอยู่แค่นั้น เราก็คงไม่ได้พัฒนาต่อ 


4.ลงมือนำคำวิจารณ์ที่เป็นประโยชน์ไปพัฒนาต่อ

คำวิจารณ์จะมีความหมายที่สุดเมื่อเราลงมือทำ ลงมือปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นจริง ๆ ถ้าแค่รู้ว่าต้องแก้ไขอะไร แต่ไม่ลงมือแก้ไขก็คงไม่มีความหมาย ก็เหมือนกับคำวิจารณ์ไม่มีค่าอะไร ดังนั้น ควรมีวินัยในการลงมือแก้ไขตัวเอง ทำไปทุกวัน ฝึกไปทุกวันจนกลายเป็นตัวเราที่ดีขึ้น


5.ให้กำลังใจตัวเอง

ทุกการแก้ไขต้องใช้เวลาหมด หลายอย่างอาจจะเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้น กำลังใจเป็นเรื่องสำคัญ ชมตัวเองบ้างที่มีความตั้งใจดี และมีการลงมือทำ ทำได้มากก็ชื่นชมตัวเอง ทำได้น้อยก็ชื่นชมตัวเอง หาเรื่องดี ๆ ชมตัวเองให้ได้ทุกวัน เราจะได้มีกำลังใจพัฒนาตัวเองได้ตลอด

Tags:
นักเขียนพิเศษ
อยู่ดี
ท้อฟฟี่ แบรดชอว์
มิติจิตใจ
มิติสื่อสาร/สังคม
ชีวามิตร
เรื่องโดย
ท้อฟฟี่ แบรดชอว์
นามปากกาของ ชญาน์ทัต วงศ์มณี นักคิด นักเขียน นักสัมภาษณ์ หลายคนบอกว่า เขาคือนักแก้ปัญหาด้วยมุมมอง และเสน่ห์ในการถ่ายทอดเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุกความคิดให้ผู้ติดตามงาน Content ในหลากหลายรูปแบบของเขาอยู่เสมอ
COMMENT
ความคิดเห็น 0 รายการ

RELATED

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด

สนับสนุนโดย กรุงไทย