Knowledge cover image
15 กันยายน 2568
  1. คลังความรู้
  2. ความฝัน เข็มทิศนำทางชีวิต

ความฝัน เข็มทิศนำทางชีวิต

“เอกสิทธิ์ รัชตะกิตติสุนทร” เจ้าของไร่เอกเขนก ชายผู้มีความฝันเป็นเพื่อนชีวิต


เรื่องโดย ทีม Content ชีวามิตร

“เพื่อนชีวิตในนิยามของแต่ละคนมีมากมายไม่เหมือนกัน แต่เราคิดว่าคํานี้มันสําคัญมาก ๆ มันคือสิ่งที่ขับเคลื่อนข้างในเรา สําหรับคนอื่นเราไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่สำหรับเรามันคือความฝัน คิดว่าความฝัน คือเพื่อนชีวิต”


คุณเอก-เอกสิทธิ์ รัชตะกิตติสุนทร เจ้าของ ไร่เอกเขนก อำเภอจอมทอง เชียงใหม่ พูดถึงความฝันแทบทุกช่วงของการสนทนา สำหรับเขาแล้วความฝันไม่ใช่เพียงแค่การหาสิ่งที่ต้องการ สิ่งที่อยากได้ แต่คือ  “ความปรารถนาอย่างแรงกล้า”  ซึ่งเมื่อเราต้องการมันจริง ๆ แล้ว ฝันนั้นจะเป็นเข็มทิศ เป็นแผนที่ ที่สร้างความมั่นใจให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล  


คำว่าความฝัน อาจดูลอย ๆ เพ้อ ๆ แต่ลองมาสำรวจความหมายและหนทางของเขาดูสิ แล้วคุณจะพบว่านอกจากการอดทนต่อสู้กับการงานและสายตาของโลกภายนอกแล้ว เขายังต้องตรวจสอบและยืนยันตัวเองกับโลกภายในมากมายเพียงใด เพื่อทำให้ภาพฝันที่เห็นชัดเจนตั้งแต่วัยหนุ่มของเขาเกิดขึ้นและเป็นจริง

 


60 ปี 1 วัน ภาพฝันในวัยหนุ่ม  

นับตั้งแต่อายุ 27 ปี ขณะที่อาชีพการงานดูแลด้านการตลาดของรายการโทรทัศน์ที่คุณเอกทำกำลังรุ่งโรจน์ เขากลับเริ่มตั้งคำถามในใจว่า

“ถ้าสมมติพรุ่งนี้ฉันอายุ 60 ปี 1 วัน ชีวิตฉันจะเป็นอย่างไร”


เขาเริ่มครุ่นคิดและเห็นภาพตัวเองชัดเจนขึ้น

“ข้างในเราบอกว่าถ้า 60 ปี 1 วันเราไม่ได้นั่งเกษียณแล้วมีพวงมาลัยของบริษัทมาคล้องคอเราแล้วก็ Farewell ปาร์ตี้ว่าเธอสําเร็จและขอให้เธอมีชีวิตอย่างมีความสุข แต่ภาพที่เราเห็นมันเป็นภาพอายุ 60 ปี ที่เรานั่งอยู่ริมบ่อสบาย ๆ”



นั่นทำให้เขาเริ่มวางแผนและคิดว่าบ่อน้ำหรือบรรยากาศสบาย ๆ ที่ว่านั้นคงไม่ใช่ที่กรุงเทพฯ บ้านเกิดแต่ต้องเป็นต่างจังหวัดแม้ยังไม่ชัดเจนว่าที่ไหนก็ตาม และยิ่งค้นลึกในความฝันด้านในภาพนั้นเขาไม่ใส่รองเท้าไม่สวมนาฬิกาข้อมือ นั่นหมายความว่าเขาอยู่ในบริเวณบ้านของตัวเองและไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาใดๆ ข้างกายมีสุนัขหนึ่งตัวซึ่งเขาอธิบายว่ามันหมายถึงเขาจะอยู่กับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นคู่ชีวิตหรือสัตว์เลี้ยงก็ตามและที่แน่ๆ คือไม่มีลูก


“เราพยายามถอดเสียงข้างในจนกระทั่งเราได้เปลี่ยนแปลงกระบวนการคิดทั้งหมดมาจนถึงวันนี้”


คุณเอกเรียกสิ่งที่เขาคิดและวางแผนเพื่อให้มีวันนี้ว่า Future Back Thinking


“คือจริงๆ แล้วถ้าคุณถามคําถามว่าพรุ่งนี้ฉันจะทําชีวิตให้ดีได้ยังไง มันเป็นคำถามที่ตอบยาก แต่ถ้าถามว่า สมมุติว่าพรุ่งนี้ฉันอายุ 60 ปี 1 วัน ชีวิตฉันจะเป็นยังไง เราก็จะเห็นภาพนั้นง่ายกว่าการถามว่า พรุ่งนี้ชีวิตฉันจะดีได้ยังไง ผมว่าการเริ่มต้นคําถามที่ถูกมันจะได้คําตอบที่ถูก คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดจะเรียกว่า forward planning คิดไปข้างหน้าแบบเรียงอดีต ปัจจุบัน อนาคตเป็น time line เรารู้ว่าเราเป็นใคร ทำวันนี้เพื่อให้อนาคตดี แต่สิ่งที่ผมคิดแล้วเจอเคล็ดลับคิดเป็นวงจร มองจากอดีตไปอนาคตแล้วกลับมาปัจจุบัน


ลิสต์สิ่งที่ว่าต้องทําอะไร เราอยู่ตรงนี้เรามองเห็นสิ่งที่เราจะไป แล้วเราก็กลับไปอยู่ตรงนี้แล้วเราจะไปยังไง เราจะไม่หลงทาง ผมยกตัวอย่างจิม แครี่ เขาไม่ได้ถามว่าฉันจะมีเงิน 10 ล้านได้ยังไง แต่เขาใช้วิธีเซ็นเช็ค 10 ล้านสั่งจ่ายในอีก 10 ปีข้างหน้าให้ตัวเองแล้วเขาก็ทำ เมื่อครบ 10 ปี เช็คใบนั้นมีมูลค่า 10 ล้าน อันนี้สิ่งที่เรียกว่า future back thinking การคิดเป็นวงจร ใช้พลังของอนาคตขับเคลื่อนปัจจุบันทำให้เราเกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิด ก็เลยเรียกทฤษฎีนี้ว่า 60 ปี 1 วัน”


จากภาพ ๆ เดียวของ 60 ปี 1 วันที่ชัดเจนในความคิด จินตนาการ เขาเริ่มต้นลงมือหาซื้อที่ดินเพื่อเตรียมย้ายมา เขาถูกตั้งคำถามมากมายจากคนรอบข้างรวมถึงภรรยา ผ่านการทำความเข้าใจต่อสู้ทางความคิดอยู่หลายปีจนภรรยายอมรับแล้วมาสร้างบ้านบนที่ดินร่วมกัน เปิดบ้านเป็นร้านกาแฟที่เรียกว่า Ten Days Café ที่เปิดบ้านขายระหว่างวันที่ 10-20 ของทุกเดือน ทำแปลงผัก เลี้ยงไก่เอาไข่ ขายผักขายไข่ ทำเวิร์คช็อปและขยายพื้นที่ความคิดให้ออกไปสู่ผู้คนที่ผ่านเข้ามา ซึ่งมีทั้งคนเข้าใจและไม่สนใจ



“คนชอบตั้งคําถามกับผมว่ารวยใช่มั้ยถึงมีตังค์มาทําขนาดนี้ ผมว่าคนรวยมีมากมายในโลกนี้ มาร์ก ซักเกอร์เบิกรวยกว่าผมเป็นล้าน ๆ เท่า ทําไมเขาไม่คิดจะทำ สำคัญที่สุดเลยมันกลับเป็นเรื่องความฝัน อาชีพสุดท้ายที่ผมไปทําคือเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดของสถานีโทรทัศน์ท็อปทรีของประเทศนะครับ ได้รับดีลที่ปรึกษาครั้งสุดท้ายคือทำงานเดือนละ 3 วัน ที่เหลือให้กลับมาทําไร่และได้รับเงินเดือน 6 หลัก คำถามคือถ้าเป็นคุณ ๆ จะเลือกอะไร ทํางานอยู่ด้วยและมี 27 วันมาทําไร่ แต่สิ่งที่ผมตัดสินใจคือลาออกแล้วมาใช้ชีวิตที่นี่ เพราะอะไร…เพราะอยากพิสูจน์ว่าถ้าเราทําอย่างนั้นทุกคนจะบอกว่าก็ทําได้สิเงินเดือนเป็นแสนแล้วมาทำไร่ขำ ๆ


แล้วถามว่าอะไรทําให้เราเลือกอันนี้ คำตอบคือเพราะฝันนั้นมีค่ามากกว่าเงินแสน


มันไม่ใช่ว่าเราทำยังไงให้หาเงินแสนให้ได้ แต่ทำยังไงให้ฝันของตัวเองมีค่ามากกว่าเงินแสนเพื่อที่เราจะทิ้งเงินนั้นโดยไม่เสียดาย มันอาจจะไม่ใช่คำตอบว่ารวยแต่เพราะเรารู้ว่าเราต้องทําอะไร รู้ว่าเราใช้ชีวิตแค่ไหน รู้ว่าเรามีแค่ไหน มันเหมือนการปลูกต้นไม้ ถ้าเราเป็นต้นไม้ต้นหนึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าอีก 5 ปีเราจะออกผล เรากลัวอะไรกับวันนี้ที่ยังไม่มีผล ไร่เอกเขนกก็เช่นกันเราวางแผนไว้แล้วว่าอีก 5 ปีมันจะมีผล วันนี้อาจขาดทุนบ้าง กำไรบ้าง เท่าทุนบ้าง แต่เรารู้ว่าเราเตรียมสํารองไว้แล้ว


คําถามคือ ฝันคุณมีค่าไหม และอีก 3 คําถามสําคัญสำหรับฝันเลยนะครับ คือ ฝันคุณชัดไหม  ฝันคุณใหญ่พอมั้ย แล้วฝันคุณมีชีวิตหรือเปล่า ถ้าฝันคุณมีค่า ชัด ใหญ่พอ และมีชีวิต อันนั้นแหละที่ทำให้เงินเป็นเรื่องย่อยมากเลย”



ออกแบบไร่ ออกแบบชีวิต

จากหนุ่มวัย 27 เขาเริ่มต้นไร่เอกเขนกในวัย 38 ปี และจนถึงวันนี้ผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว ลองผิดลองถูกจนเริ่มมองเห็นภาพอย่างที่ฝันโดยยึดหลักการที่ตนเองศรัทธาด้วยการเรียนรู้ผ่านคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ ๙ โดยเฉพาะทฤษฏี “เศรษฐกิจพอเพียง” แล้วมาประยุกต์ให้เหมาะสมตามความเข้าใจของตนเอง และหลักความคิดหลาย ๆ ด้านจากพุทธศาสนา คุณเอกบอกว่าตอนเริ่มต้นทำไร่ก็พยายามปลูกผักทำสวนเอง แต่เพราะไม่เคยทำมาก่อนจึงทบทวนความคิดและศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของโครงการหลวงและตั้งใจนำมาใช้กับพื้นที่เล็ก ๆ 30 ไร่ของตัวเอง


“โมเดลนี้แหละ เกื้อกูลและแบ่งปัน ผมจึงไปหาคนที่ปลูกผักเก่ง ๆ ชวนเขามาอยู่ด้วย ตามตื้อเขาอยู่สองปี จากนั้นก็บอกเขาว่าพี่ทําหน้าที่ปลูกส่วนผมทําหน้าที่ขายผมจึงได้ผักที่ดีไปขาย ต่อคนกินเราก็ต้องสื่อสารกับเขาว่าผักอะไร คนปลูกดูแลอย่างใกล้ชิดรักผักที่ปลูกเหมือนลูก เราเลยเรียกพี่อัญว่า พ่อแม่ผัก ผมเรียกโปรเจ็คนี้ว่า โครงการราษฎร์ คือการนําโครงการหลวงมาย่อสเกลให้เล็ก ๆ ทำโครงการที่ชวนคนมากินผักทุกเดือนเรียกว่า เนื้อคู่ผัก เราจะเล่าเรื่องราวผ่านกระบวนการเพื่อที่จะให้เขากับเราผูกพันกัน”


“มันก็คือการออกแบบแล้วก็มาทําให้เรามีรายได้ที่หมุนเวียนทุกอาทิตย์ พอวันที่ 10 ถึง 20 เราเปิดคาเฟ่ได้รายได้จากตรงนั้น หลังจากนั้นเราก็ปลูกผัก แปรรูปผลผลิต เก็บเมล็ดพันธุ์ขาย นั่นต่างหากคือสิ่งที่ทำให้เรามีเงินและชีวิตหมุนเวียน เราเลี้ยงไก่เรามีแม่ไก่เอกเขนก เรามีไข่ไก่ มีดินหมักจากมูลไก่ มีจุลลินทรีย์สังเคราะห์แสงที่ทําจากไข่ที่เหลือ สุดท้ายสิ่งที่คนถามว่าพี่เอกอาชีพอะไรก็จะบอกว่าอดีตเป็นนักการตลาด แต่วันนี้ไม่มีอาชีพ แล้วพี่เอกทําอะไรก็ตอบว่าพี่เอกเลี้ยงชีพ วันที่ 10 ถึง 20 เลี้ยงชีพโดยการเป็นบาริสต้า หลังวันที่ 20 เป็นพ่อค้าขายผัก เป็นคนแปรรูป เป็นคนทําเวิร์กช็อป เราเลี้ยงชีพในแต่ละช่วงเวลา


สุดท้ายเราพบว่าคนที่ทําในสิ่งที่ตัวเองรักและมีความภาคภูมิใจ นั่นต่างหากคือสิ่งที่เขาอยู่แล้วมีชีวิต  คนที่มาที่ไร่ชอบถามเราว่ามีคนงานกี่คน เราบอกที่นี่ไม่มีลูกจ้าง ที่นี่มีเจ้าของผักและเจ้าของที่ ถ้าลงไปเจอคนปลูกผักอยู่นั่นเจ้าของผัก ดังนั้นพี่อัญเองก็จะภาคภูมิใจในตัวเอง เพราะฉันไม่ใช่ลูกจ้างหรอกฉันคือเจ้าของบ้าน ฉันคือพ่อแม่ผัก ทุกคนลงมาก็สวัสดีพ่อแม่ผัก ที่ไร่เรามีโปรเจคครับ พ่อแม่ผัก พ่อแม่ไก่ พ่อแม่ข้าว พ่อแม่สวนครัว พ่อแม่แปรรูป แล้วก็พ่อแม่ร้านอาหาร เรามองว่า 6 ครอบครัวมาอยู่ร่วมกัน ถนัดใครถนัดมัน แล้วเราทําหน้าที่สื่อสาร”



เขาบอกว่าเมื่อเราชัด “เราจะไม่เสียเวลาฟุ่มเฟือยกับสิ่งที่ไม่ใช่ นั่นคือการออกแบบสิ่งที่เราอยากเป็น”


พื้นที่ 30 ไร่ คุณเอกแบ่งเป็น 3 โซน ค่อย ๆ ลงมือทำทีละโซน


“คนถามว่าไร่เราทําอะไรบ้าง บอกไปว่าไร่เราแบ่งเป็น 3 โซน ทุกคนก็ถามบอกว่า อ๋อ ปลูกพืชระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวใช่มั้ย เราก็บอกว่า ไม่ใช่ ไร่เราแบ่งเป็นธรรมดา ธรรมชาติ ธรรมะ

เขาถามว่าแล้วปลูกอะไร

ปลูกฝัน!   

คอนเซ็ปต้องชัด สุดท้ายจะบอกทุกคนว่ามันไม่ใช่ว่าปลูกอะไร แต่คอนเซปต์คือต้องการใช้ชีวิตอย่างไรต่างหาก สําคัญกว่าว่าเราจะปลูกอะไร

ธรรมดา คือ สบายเป็นคอนแทคพอยท์ เป็นส่วนของร้านกาแฟ Ten Days Café

ธรรมชาติ คือ สะอาด สะอาดในความหมายของเราคือไม่เบียดเบียน ไม่ใช่การทําตัวให้สะอาดแต่การทําใจ คือการถือศีล ไม่เบียดเบียนชีวิต เราจึงใช้วิธีการปลูกผักอินทรีย์

แล้วสุดท้ายโซนธรรมมะ เรียกว่า สงบ นี่คือ Road map ของชีวิตที่เราออกแบบ


เรามีวิธีคิดที่ว่า “คิดให้เสร็จ สําเร็จทุกวัน” เราออกแบบว่าอายุ 45 ถึง 55 จะอยู่โซนธรรมดา 55 ถึง 65 เราจะอยู่โซนธรรมชาติ แล้วก็ 65 ไปแล้วเราจะมีโซนธรรมะ ฉะนั้นเราออกแบบเป็นร้านกาแฟ 10 วันที่เปิด 10 ปี ดังนั้นเหลืออีก 2 ปีแล้วก็จะปิดบ้านแล้วมาใช้ชีวิตในโซนธรรมชาติ ซึ่งเมื่อ 10 ปีก่อนเราคิดว่าเราสร้างไร่ แต่วันนี้เรารู้สึกว่าไร่สร้างเรา เราเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปพร้อม ๆ กับไร่ เราเลยพบกลไกหนึ่งก็คือ

ถ้าตรงนี้ตรงโซนธรรมดาที่เป็นคาเฟ่ คือการทําทานซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างจาคะ ตรงโซนธรรมชาติที่ปลูกผักคอนเซ็ปต์คือสะอาด เรียกว่าศีล แล้วโซนธรรมะข้างหลังนั่นก็คือโซนภาวนา เพื่อให้เรามีปัญญา เพราะฉะนั้นเมื่อไร่สมบูรณ์ด้วย ทาน ศีล ภาวนา มันก็งอกงามตามธรรมชาติ”


คุณเอกเล่าว่าโปรเจ็คที่กำลังดำเนินการอยู่คือ ชุมชนทดลองฝัน เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนที่มีความฝันมาทดลองอยู่ในไร่เอกเขนก ทดลองทำสิ่งที่เชื่อแล้วดุูว่าจะสามารถเป็นไปได้จริงไหม เขาบอกว่าที่ทำสิ่งเหล่านี้เพราะมองเห็นว่าอีก 15 ปีถัดไปวิธีคิดต่างคนต่างอยู่จะทำให้ใช้ชีวิตได้ยาก ทุกคนกลัวจึงต้องเร่งทำงานหาเงินเก็บเงินเพื่อความปลอดภัยของชีวิต แต่ในที่สุดจะพบว่าทักษะชีวิตนั้นขาดหายไป กลายเป็นต้องพึ่งพาเงินในทุกอย่าง

“เมื่อก่อนคิดว่ามีเงิน 3 ล้านแล้วจะพอ แต่วันนี้ไม่มีใครบอกว่าพอแต่ไม่รู้จะหาเงินเพิ่มจากไหน รู้แต่ว่าฉันจะหาเงินเพิ่ม มันก็เลยทําให้ความกลัวของชีวิตไม่ค่อยลดลง แต่ไร่กําลังบอกว่าถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ สร้าง Co-Living Space ทําพื้นที่ที่คนมาอยู่ร่วม คนนี้มีทักษะปลูกข้าว คนนี้ทําอาหาร คนนี้มีทักษะช่าง มันอาจจะไม่ใช่เรื่องของเงินก็ได้ ไร่กำลังจะสร้างพื้นที่อย่างนั้นในอนาคตโดยเรามี pay as you feel ในโซนธรรมดาเป็นการคัดกรอง”


ที่ร้านกาแฟ Ten Days Café เชิญชวนให้ผู้มาเยือนจ่ายค่ากาแฟตามความรู้สึก บนเคาน์เตอร์บาร์แม้จะมีราคากาแฟให้เห็นอยู่ แต่ใกล้ ๆ กันมีกล่องรับเงินที่เขียนป้ายไว้ว่า pay as you feel



“พี่เอกหลุดโลก มีคนเรียกเราอย่างนี้แล้วก็เป็นปมข้างในเรา จนวันหนึ่งเราก็เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ป้าที่ร้านทอผ้าร้านหนึ่งฟังว่า ป้าผมมาทำไร่แล้วโดนคนบอกว่าผมหลุดโลกผมทุกข์มากเลย ป้าตอบว่าหลุดโลกก็ดีแล้วไงล่ะลูก เราถามว่าดียังไง…ก็ในเมื่อคนอื่นเขาหลงโลกกันอยู่ เราหลุดมาแล้วเราจะไปอะไรทําไม  คำ ๆ นี้ปลดบางอย่างเลย แล้วที่เราทุกข์น่ะเราทุกข์อะไร ทุกข์เพราะเราวิ่งหาเงินทุกวัน เราเลยคิดว่าถ้าเราจะทำอะไรสักอย่างหลังจากที่เราออกแบบชีวิตแล้วเราควรจะไม่มีเงินเป็นเป้าหมาย มันเลยเป็นที่มาของไร่เอกเขนกที่ว่าถ้าเราไม่ใช้เงินเป็นเป้าหมายเราจะทำงานอย่างไร จึงเกิดคําว่า pay as your feel แน่นอนเราไม่ปฏิสเธเงิน เราวางมันเป็นแค่ปัจจัยไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่าเงิน เรามีปัจจัยแค่การอยู่หรือปัจจัย 4 ส่วนเงินมันเป็นหนึ่งในปัจจัยใช้ชีวิตของเรา และเราก็พบปัจจัยอีกมากมายที่ทำให้เราไปสู่เป้าหมายได้ มิตรภาพ ความคิด ความรัก รอยยิ้ม


เราจึงออกแบบโดยเปิดบ้านรับเพื่อนทุกวันที่ 10 ถึง 20 ในเมื่อสังคมปัจจุบันหวาดระแวง ทุกคนกลัวกันไปหมด เราลองสร้างพื้นที่ของการไว้เนื้อเชื่อใจกัน ให้คุณเปิดให้เห็นหัวใจซึ่งกันและกัน pay as you feel น่าจะเป็นเรื่องที่ดีเราก็ลองทํา ทำแล้วพบว่าสิ่งนี้กลายเป็นกุญแจปลดล็อกคนที่มาและตัวเราด้วย ทำ pay as you feel  มาได้สักพักมันกลายเป็นอะไรรู้ไหมครับ มันกลายเป็นมากกว่าเรื่องของเงิน ในช่วงเริ่มต้นบางคนเอาลำไยมาให้ บางคนทําแคบหมูขายก็เอาแคบหมูมาให้ เป็นเรื่องน่าประทับใจทั้งนั้น ที่อยากเล่าคือ มีคนเขียนรูปในหลวง ร.๙ จากกาแฟ espresso ซึ่งเขาบอกว่าเป็นกาแฟจากไร่ที่ในหลวงปลูก หรือบางคนจ่ายค่ากาแฟเป็นเพลงที่แต่งให้เรา ผมว่ามันมีค่ามากกว่าเงินเยอะนะครับซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ต่างหาก มันไม่ใช่ว่าราคากาแฟเท่าไหร่ มันเป็นความทรงจําดี ๆ ที่เราได้รับมาตลอด


         

ถ้าพูดจริง ๆ บอกได้เลยว่าคาเฟ่เราเป็นคาเฟ่ที่แพงที่สุดในโลกแล้วก็ถูกที่สุดในโลกด้วย คิดดูว่าประสบการณ์ที่มันสวิงขนาดนี้มันเกิดขึ้นในคาเฟ่เล็ก ๆ ที่อยู่ไกลเมืองอย่างนี้ เคยมีคนจ่ายค่ากาแฟเราแก้วหนึ่ง 7,000 บาท โดยที่บอกเราว่าขอบคุณที่เล่าเรื่องในหลวงและเรื่องชีวิตของคุณให้ฟัง ผมไม่รู้หรอกนะพรุ่งนี้จะมีคนมาบ้านคุณไหม ถ้ามันไม่มีเงินก้อนนี้มันคือค่ากาแฟสําหรับวันนั้น ๆ แล้วก็ยังมีคนที่กินเยอะมากแต่หยอด 20 บาทด้วยนะ (ยิ้ม) ในช่วงต้น ๆ หัวใจเราหล่นมาก ๆ เราเลยพบว่า เราต่อสู้กับข้างในตัวเองมาก ๆ ถามตัวเองว่าเราจะหยุด พอแค่นี้ไหมกับการโดนเอาเปรียบ สุดท้ายกลายเป็นว่าเราเห็นสัจธรรมของโลกมากมาย หลายคนถามว่าอยากอยู่กับความสุขหรืออยากอยู่กับความทุกข์มากกว่ากัน ผมว่าร้อยเปอร์เซนต์ตอบว่าอยากอยู่กับความสุข


งั้นเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังแล้วคุณยังอยากอยู่กับความสุขมั้ย ที่ไร่เรามีผู้ชายคนหนึ่งมากินกาแฟเราแก้วละ 60 บาท ก่อนไปเขาหยอด 100 บาท มันเกินไป 40 ใช่ไหม เราก็รู้สึกดีใจชื่นชมว่าเขาเข้าใจสิ่งที่เราทำ และยังสนับสนุนน้ำใจให้เรา จากนั้นมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งดื่มชาเย็นแก้วละ 50 บาทแล้วหยอดให้เรา 20 บาท เราโกรธมาก ทำไมคุยกันตั้งนานแล้วไม่เข้าใจในสิ่งที่เราทำ


เมื่อกี้ถามว่าเราชอบอยู่กับความสุขหรือความทุกข์มากกว่า เราตอบชอบอยู่กับความสุข แล้วพอเล่าเรื่องนี้ให้ฟังจำคนไหนมากกว่ากัน เราจำคนที่สองที่หยอด 20 บาท ทั้งที่เอาจริง ๆ สองแก้วนั้นเราควรจะได้ 110 บาท (60+50) แต่เราได้ 120 (100 + 20) กําไรนะ แต่หัวใจเรามัวไปกอดแต่ความทุกข์ คิดว่าเรื่องอย่างนี้คำสอนอย่างนี้จะหาประสบการณ์ตรงได้จากที่ไหน


คาเฟ่เราเป็นพื้นที่ที่ได้รับรู้มุมมองของผู้คน มีคนอายุ 60 กว่ามาหาเราแล้วบอกว่าถ้าเขาได้คุยกับเราตอนอายุ 40 ชีวิตเขาจะไม่จบตรงนี้ เขาจะกล้ามากกว่านี้ เพราะเขาคิดว่าวันหนึ่งจะมีเงินไปทําไร่ เขากอดเงินก้อนสุดท้ายที่เกษียณ ที่สุดแล้วก็ไม่มีทักษะ ไม่มีกําลัง ไม่มีความรู้ ไม่กล้าลงทุนเพราะเงินก้อนสุดท้ายแล้ว สุดท้ายความฝันที่เขาเชื่อว่าเป็นความฝันของเขา มันเป็นฝันที่หลอกลวงเขามาตลอด เขาบอกว่าถ้าวันนั้นตอน 40 เขาได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ของไร่ ชีวิตเขาอาจจะเปลี่ยน ไม่จําเป็นต้องทํางานตลอดชีวิตเพื่อหวังว่าวันหนึ่งจะมีความสุข ถ้าจะมีความสุขที่เล็กกว่านี้แต่เป็นความสุขของเขาที่เป็นจริงเขาคงลงมือทำไปแล้ว”


กลัวความตายไหม

“จริง ๆ แล้วเมื่อก่อนกลัวตาย คนถามว่าความตายคืออะไร เมื่อก่อนกลัวมากทั้งที่ไม่รู้มันคืออะไร วันนี้เราตั้งเจตนาเลยว่าเราทำไร่เพื่อให้มันเห็นฝันของเรา หลายคนถามว่าพี่เอกทําแล้วได้อะไร ตอบได้ว่ามันเห็นฝันตัวเองชัดขึ้นแล้วฝันนี้มันมีประโยชน์กับผู้คน และอย่างที่บอกครับ เสร็จ สำเร็จ สุข สงบ ดังนั้นมันไม่จําเป็นต้องสำเร็จ เราทำให้ทุกวันนี้มีความสุข สำเร็จไปทุกวัน ดังนั้นไม่ใช่ว่าต้องกลัวตายหรืออะไร ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองตายได้ทุกนาที เพราะเรารู้ว่าเราทำทุกวันอย่างเต็มที่ เรามักจะใช้คำนี้นะ คิดให้เสร็จ สําเร็จทุกวัน วันนี้ไร่เอกเขนกมันไปไกลกว่านี้เยอะมากเพราะมันคิดเสร็จแล้วแต่เราก็ทําสําเร็จทุกวัน ถ้าวันนี้เรามีอิฐ 3 ก้อนเราก็จะวางอิฐ 3 ก้อนนี้อย่างมีความสุข ไม่ต้องรอให้ถึงหมื่นก้อนแล้วค่อยวาง”


อยู่ดี อยู่อย่างเอกเขนก

 ถามคำว่าอยู่ดี คุณเอกพูดเล่นติดตลกว่าสมัยก่อนมักโดนคนพูดว่าเป็นคนกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตกรุงเทพฯ การงานทุกอย่างดี กลับมาใช้ชีวิตไกลเมือง “อยู่ดีไม่ว่าดี!” แต่ตอนนั้นเขารู้สึกอยู่ข้างในเพียงลำพังว่ามันไม่ดีจึงเดินออกมา


 

“วันนี้เรากําลังทําสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีอยู่ ผลก็น่าจะเป็นการอยู่ดี เรากำลังอยู่ในเส้นทางเพื่อจะไปให้ถึงการอยู่ดี แล้วพออยู่ดีมันก็จะทําให้จบดี


ขอเอาคําพระพุทธเจ้ามาใช้นะครับ อยู่ดีคือละชั่ว ทําดี ทําใจให้เบิกบาน คิดว่าการอยู่ดีคือการเบิกบานใจ และพบว่าจริง ๆ แล้วคนเราหาความสุขแต่มักไม่พบความเบิกบานใจ ความเบิกบานใจแค่ระลึกถึงก็มีความสุข ยกตัวอย่างเช่น เราช่วยคนแก่ข้ามถนนเราไม่ต้องช่วยทุกวัน แต่พอนึกถึงวันว่าเคยช่วยคนเราก็มีความสุขมีความเบิกบานใจแล้ว แต่ถ้าเราขับรถผ่านร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจําที่เราชอบแล้วอยากมีความสุข ก็เลยจอดรถลงไปกิน อันนั้นน่ะเรียกความสุขไม่ใช่เบิกบานใจ


เพราะฉะนั้นการอยู่ดีสำหรับผมคือการเบิกบานใจ การเบิกบานใจคือเราได้ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ปราชญ์จีนเคยพูดว่าถ้าเหลือเงิน 2 เหรียญ ให้เหรียญหนึ่งซื้ออาหาร อีกเหรียญหนึ่งซื้อดอกไม้ ถามว่าทำไมคำตอบคือใช้เหรียญหนึ่งเลี้ยงตัว อีกเหรียญหนึ่งเลี้ยงใจ สิ่งที่เราทําอยู่ตอนนี้อาจได้เงินไม่เยอะแต่ทําให้หัวใจเรามีพลัง เรารู้สึกว่าเรามีความสุขในการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน


เมื่อ 20 ปีก่อนเรามีฝันแล้วเราเอาฝันลงดินตรงนี้เมื่อ 15 ปีก่อน วันนี้มีคนเดินเข้ามาในความฝันเรา แล้วก็หัวเราะและยิ้มกับเรานั่นคือความสุข”


จากคำว่าอยู่ดี คุณเอกอธิบายคำว่าเอกเขนก-ชื่อของไร่ ซึ่งมีที่มาจากเพลง เอกเขนก ของวงเฉลียงว่า คำนี้ไม่ใช่แค่อิริยาบถของการพักผ่อนแต่ประสบการณ์ในไร่สอนเขาว่า มันคือสมดุลชีวิตแบบไทย ๆ คือการอยู่อย่างเอกเขนก


“ตอนที่เรายังอยู่กับคำว่าหลุดโลก หรือมีคนเรียกเราว่าผีบ้าเพราะเหมือนเรามาทำอะไรก็ไม่รู้อยู่ตรงนี้ ตอนนั้นทุกคร้ังที่เหนื่อยและท้อก็จะฮัมเพลงท่อนที่ว่า …ทําสบาย ๆ  ทําหัวใจเอกเขนก… แล้วเราก็ได้ย้อนกลับมาถามตัวเราว่าแล้วเรามีหัวใจเอกเขนกมั้ย เราชอบคำนี้มันเป็นคำที่มีความหมายแถมยังมีชื่อเราอยู่ด้วย อยู่ที่นี่เราเริ่มใช้มันได้มากขึ้นและพบว่าเอกเขนกไม่ใช่แค่ท่านั่ง ไม่ใช่แค่ความรู้สึก เราเชื่อว่าตอนนี้มันกำลังพัฒนาไปเป็นวิถีชีวิต เป็นสมดุลชีวิตที่เหมาะกับเรา



สำหรับเราแล้วเอกเขนกคือ Stand by โหมดหนึ่งในคอมพิวเตอร์ คือ “พร้อมจะเพียร พร้อมจะพัก” ซึ่งเราก็พบคำอื่นอีกว่า easy not lazy เรียบง่ายไม่เกียจคร้าน และอีกคำคือ Life is seasonal, Work as festival สุขกับชีวิตตามฤดูกาล สนุกกับงานเหมือนเป็นเทศกาล ซึ่งเป็นอีกคำหนึ่งที่พบในระหว่างการใช้ชีวิตเอกเขนกของเรา ซึ่งพอเกิดสภาวะสมดุลของการใช้ชีวิตเราจึงได้มีทักษะมากมายขึ้นในชีวิต ถ้าเราคิดว่าเราจะแค่ชงกาแฟเราคงชงกาแฟได้อย่างเดียว แต่วันนี้เราแปรรูปผลผลิตได้ เก็บเมล็ดพันธุ์ได้ เราเลยวางแผนทํา workshop เพื่อส่งต่อวิธีคิดให้ผู้คน และกำลังจะทำที่พักเพื่อทำหน้าที่เป็นพื้นที่เงียบให้ทุกคนได้มาฟังเสียงหัวใจตัวเอง แล้วในอนาคตเราอยากจะทําหมู่บ้านเอกเขนกให้คนมาใช้ชีวิตร่วมกัน


เราเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพแฝง ซึ่งบทพิสูจน์คือเมื่อ 20 ปีก่อนถ้าบอกทุกคนว่าพี่เอกชงกาแฟได้ทุกคนก็คงไม่เชื่อ แล้วถ้าจะบอกว่าพี่วรรณภรรยาพี่สามารถจะออกแบบได้ ตกแต่งบ้านได้คนก็จะไม่เชื่ออีกเพราะเราเป็นนักการตลาดทั้งคู่ แต่วันนี้เราสามารถทำอะไรได้มากมายในไร่ ตอนแรก ๆ วรรณไม่เข้าใจด้วยว่าตัวเองมีศักยภาพแค่รู้ว่าชอบทำความสะอาดบ้านบ้าง แต่พอเราปลดล็อคแล้วพบศักยภาพแฝงของตัวเอง เขาเป็นคนที่ทำให้ไร่สวยงาม ออกแบบตกแต่งสถานที่ วางเลย์เอาท์วางแลนด์สเคปของไร่ จากคนที่ไม่เคยเรียนด้านนี้เลย แต่กลับพบทักษะที่เขามีลึก ๆ อยู่ในตัว เราทั้งคู่เลยคิดว่าเป็นเพราะเราอยู่ในสภาวะเอกเขนก เราทำอย่างมีความสุข ทำอย่างเบิกบานใจ”



เพื่อนชีวิตที่ชื่อ “ความฝัน” 

“สุดท้ายจะบอกว่าความฝันน่ะบางครั้งอย่ามัวแต่อธิบายและหวังว่าคนจะเข้าใจ เราต้องทำความฝันให้ไม่ต้องอธิบายก็เข้าใจ สิ่งที่ผมทำอยู่นี่ก็แค่เอาภาพในหัวออกมาข้างนอกให้คนเห็นเท่านั้นเอง มันเรียกพลังขับเคลื่อนหรือเปล่าไม่รู้ แต่เรารู้สึกว่าอยากพิสูจน์ความฝันให้เป็นจริง”


พิสูจน์กับใคร คำถามนี้ดังขึ้นในวงสนทนา


“พิสูจน์กับศรัทธาของตัวเอง เรากำลังปลูกต้นไม้ที่ออกผลชื่อว่าศรัทธาแล้วเอามันมาเพื่อให้คนเห็นว่าศรัทธามันมีพลัง”

ทีม Content ชีวามิตร avatar image
เรื่องโดยทีม Content ชีวามิตรอยู่อย่างมีความหมาย จากไปอย่างมีความสุข

สนับสนุนบทความโดย

Sponsor image

COMMENT

ความคิดเห็น 0 รายการ

User avatar image

RELATED

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด