ถอด 5 บทเรียนจากเวทีเสวนาวิชาชีวิตบทสุดท้าย ในหัวข้อ THE FINAL JOURNEY

กฤติน ลิขิตปริญญา

 

ลีออน เลเดอร์แมน คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากการค้นพบอนุภาคควากซ์ เมื่อปี 1982 ชีวิตเลเดอร์แมน เรียบง่ายและยิ่งใหญ่ เขามีอาชีพเป็นอาจารย์มหาลัยและคว้ารางวัลสูงสุดสำหรับนักวิชาการคนหนึ่งหากจะพึงมี 

แต่ชะตาชีวิตของเลเดอร์แมนไม่ได้ถูกขีดเป็นเส้นตรง ชีวิตที่เรียบง่ายของเขาเริ่มพังทลายลง เพราะอาการป่วยจากโรคสมองเสื่อม โรคเดียวที่พรากความทรงจำและความรู้ต่างๆ ของนักวิชาการรางวัลโนเบลไป

เลเดอร์แมนทนทุกข์เพียงใดไม่อาจทราบ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าเขาพยายามทุ่มเงินทั้งหมดที่มีเพื่อกอบกู้สมองให้กลับมาทำงานได้ดังเดิม กระทั่งปี 2011 เลเดอร์แมนก็จำใจขายรางวัลโนเบลอันทรงเกียรตินั้น ออกไปในราคา 765,000 เหรียญ (ราวๆ 25 ล้านบาท) โดยเงินทั้งหมดนั้นถูกนำไปใช้รักษาโรคสมองเสื่อมที่กัดกินชีวิตของเขา

7 ปีต่อมา เลเดอร์แมนหมดลมหายใจ โดยภาวะแทรกซ้อนจากโรคสมองเสื่อมที่เขารักษาไม่หาย โรคสมองเสื่อมที่เขาใช้เกือบทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเพื่อรักษามัน

นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่ คุณพีระพัฒน์ เหรียญประยูร ที่ปรึกษาทางการเงินธนาคารกสิกรไทย แสดงให้เห็นภาพความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างเงินทองและความเจ็บป่วยในบั้นปลายชีวิต เลเดอร์แมนอาจไม่จำเป็นต้องขายรางวัลโนเบลออกไปหากเขาเริ่มทำสิ่งๆ หนึ่ง นั่นคือการวางแผนการเงิน

วิชาชีวิตบทสุดท้าย - หัวข้อ THE FINAL JOURNEY (เตรียมจัดกระเป๋าออกเดินทางครั้งสุดท้าย) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2562 เวทีเสวนานี้เป็นหัวข้อเสวนาที่สัมพันธ์กับการตายดีในโลกทุนนิยมอย่างลึกซึ้ง บทเรียนต่างๆ ที่วิทยากรอภิปรายสำหรับเรื่องทางการเงินเพื่อเตรียมพร้อมสู่ความตาย นั้นจะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ผู้ที่ให้ความสนใจ ‘การตายดี’ และมีชีวิตอยู่ในโลกทุนนิยม

ต่อไปนี้คือ 5 บทเรียนที่ถอดความออกมาจากหัวข้อในวงเสวนาข้างต้น

1.ผลของการไม่วางแผนทางการเงิน

ถ้ายึดความจริงทั่วไปที่ว่าคนเราสามารถจากโลกนี้ไปในทุกลมหายใจเข้าออกเสมอ การวางแผนทางการเงินในช่วงชีวิตสุดท้ายก็เป็นเรื่องฉุกเฉินอย่างยิ่ง 

เพราะทราบหรือไม่ว่า ในช่วง 6 เดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต ค่าใช้จ่ายของบุคคล (ทั้งการรักษา พยาบาล ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของผู้เสียชีวิต) จะมีมูลค่าสูงกว่าช่วงใดๆ ของชีวิต

ที่สำคัญหากผู้เสียชีวิตหรือผู้ป่วยมีหน้าที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในครอบครัวอยู่เดิมทีแล้ว น่ากลัวไม่น้อยว่า หากไม่มีแผนทางการเงินเข้ามารองรับเมื่อถึงช่วงวาระสุดท้าย อาจทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นกับระบบการเงินในครอบครัว เช่น ความรับผิดชอบค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพิธีจัดงานศพ หนี้สินและมรดกภายในครอบครัว 

 

2.วางแผนการเงินไม่ยากอย่างที่คิด

การวางแผนทางการเงินอาจฟังดูเป็นเรื่องเกินตัวสำหรับใครหลายๆ คน แต่ในยุคสมัยที่เฟื่องฟูไปด้วยเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ การวางแผนทางการเงินจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป 

ในเว็ปไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปรากฏโปรแกรมช่วยคำนวนในการวางแผนทางการเงินต่างๆ เอาไว้ เช่น แผนสู่วัยเกษียร แผนการออมเงินและอื่นๆ อันจะมีส่วนช่วยได้มากในการปรับประยุกต์วางแผนการเงินสำหรับการเดินทางครั้งสุดท้าย 

เครื่องมือช่วยเหลือในการวางแผนการเงิน สามารถดูได้ที่ : https://www.set.or.th/set/education/html.do?name=calculator_tools&showTitle=F (ภาพจากเว็ปไซต์ www.set.or.th)

3.ค่าใช้จ่ายและเงินเฟ้อ

  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคร้ายแรงที่ไม่ติดต่อนั้นสูงพอสมควร ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณะสุขปี 2556 ระบุค่าใช้จ่ายในโรคร้ายแรงต่างๆ เอาไว้ดังนี้

  • โรคมะเร็ง(ระยะไม่ลุกลาม) ขั้นต่ำ 140,000 บาท

  • โรคหลอดเลือดในสมองแตก (กรณีเส้นเลอกสมองโป่งพอง ยังไม่แตก) ขั้นต่ำ  350,000 บาท

  • โรคภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง ขั้นต่ำ 667,000 บาท

  • โรคปอดระยะสุดท้าย ขั้นต่ำ 365,000 บาท

  • โรคไตวายเรื้อรัง ขั้นต่ำ 30,000 บาทต่อเดือน

***หมายเหตุ นี่เป็นข้อมูลเมื่อ พ.ศ. 2556 ดังนั้นอย่าลืมคำนวนอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยที่มีอยู่เฉลี่ยปีละ 2-5 เปอร์เซ็นด้วย

 

4.ระบบประกันสุขภาพ

สิ่งหนึ่งที่จะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ในวันที่โรคร้ายมาเยือนก็คือ ระบบประกันสุขภาพทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งประกอบไปด้วย บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง) บัตรประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการและประกันสุขภาพส่วนตัว

การทำความเข้าใจในรายละเอียดของระบบประกันสุขภาพที่ตัวเรามีนั้น อาจฟังดูเป็นเรื่องน่าเบื่อและยุ่งยาก แต่ความเข้าใจที่ได้จากการเสียเวลาเพียงเล็กน้อยนั้นอาจก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล

ตัวอย่างสำคัญชิ้นหนึ่งที่วิทยากรยกขึ้นมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมบนเวทีเสวนาก็คือ มีหลายคนที่ป่วยด้วยโรคเอดส์ พวกเขากำลังสิ้นหวังเพราะหมดทรัพย์สินไปกับการรักษาจำนวนมาก กลับไม่ทราบว่า บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ก็สามารถคุ้มครองการรักษาโรคร้ายแรงนี้ได้เช่นกัน 

ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามการทำความเข้าใจระบบประกันสุขภาพต่างๆ ว่าเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะมันอาจทำให้เราสูญเสียโอกาสที่มีค่ามหาศาลไป

 

5.เริ่มต้นวันนี้ที่ตัวเรา

ความเข้าใจทั่วไปที่พนักงานบนเครื่องบินต้องอธิบายแก่ผู้โดยสารก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ‘ตัวเรา’ ต้องเป็นผู้ที่ใช้สายออกซิเจนก่อนนำมันไปครอบให้กับผู้อื่นเสมอ 

การวางแผนทางการเงินสำหรับการเดินทางครั้งสุดท้าย ก็ไม่ต่างอะไรไปจากเหตุฉุกเฉินบนเครื่องบินเลย เพราะนอกจากจะได้เตรียมพร้อมและไม่เป็นภาระของคนข้างๆ ในวันสุดท้ายของชีวิตแล้ว การลงมือทำแผนการเงินยังสร้างพื้นฐานความเข้าใจในการช่วยคนใกล้ชิดให้ทำแผนทางการเงินได้อีกด้วย

สุดท้ายเรื่องสำคัญที่สุด สำหรับการจัดกระเป๋าไปสู่ความตายหรือการวางแผนทางการเงินในชีวิตระยะสุดท้ายนั้นก็คือ มันไม่ควรมีคำว่า ‘เดี๋ยว’ เข้ามาชลอให้วันเวลาผ่านไป เพราะแม้มนุษย์จะสามารถผลัดวันประกันพรุ่งไปได้ แต่ความตายนั่นอาจมาถึงตัวเราเมื่อไหร่ก็ได้และมันไม่เคยผลัดวันประกันพรุ่งเลย

อ้างอิง : 

https://en.wikipedia.org/wiki/Leon_M._Lederman
https://prachatai.com/journal/2018/10/79023
https://www.matichon.co.th/columnists/news_750576