TH | EN

ประวัติศาสตร์แห่งความเจ็บปวด: คงอยู่หรือจากไป แบบไหนเจ็บกว่ากัน?

ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

ในอดีต มนุษย์เชื่อว่าความเจ็บปวดและโรคร้ายต่างๆเกิดจากการลงฑัณฑ์ของเทพเจ้า พวกเขาคงทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เหมาะควรจนทำให้เหล่าทวยเทพโกรธกริ้วอย่างแสนสาหัส และราวกับเป็นการน้อมรับความผิดบาปนั้น มนุษย์จึงบัญญัติศัพท์ที่อธิบายถึงความอันเลวร้ายอันแสนสามัญนั้นจากชื่อของเทพปกรณัมกรีก นามว่า Poine (Poena) หรือ เทพีแห่งการลงฑัณฑ์ ซึ่งเป็นที่มาของรากศัพท์ว่า pain ที่แปลว่าความเจ็บปวดนั่นเอง

 

Poena เทพีแห่งการลงฑัณฑ์

ในสมัยโบราณ มนุษย์ไม่ได้มีความเข้าใจถึงความเจ็บปวดมากนัก เราเข้าใจมันแต่เพียงเท่าที่ตามองเห็น เช่น อวัยวะขาด หรือเป็นแผล แล้วจึงเจ็บปวด แต่ไม่เข้าใจว่า ความเจ็บปวดนั้นย่อมมีสาเหตุมาจากภายในร่างกายด้วย ในอดีตความเจ็บปวดถูกรักษาเยียวยาด้วยหลากหลายวิธีแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นและวัฒนธรรม บ้างมีการใช้ลูกแซ็กเขย่า หรือ การตีฆ้องระฆังเพื่อใช้เสียงดังกังวาลนั้นต่อสู้กับปีศาจร้ายที่สิงอยู่ในร่างกาย และขับไล่ความเจ็บปวดออกไปเพื่อจะทำให้หายป่วย

จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบหัวกะโหลกที่ถูกเจาะเป็นรูเล็กๆกว่าร้อยชิ้น ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรค (Trepanation) ลักษณะดังกล่าวถูกพบในโครงกระดูกทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่แถบจักรวรรดิ Inca ทางทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งแท้จริงแล้วยังมีอีกหลายวัฒนธรรมที่ใช้วิธีดังกล่าวในการบรรเทาความเจ็บปวด [1]

ในยุคกรีกโบราณได้มีการพบบันทึกการรักษาของฮิปโปเครติส บิดาแห่งการแพทย์แผนตะวันตกซึ่งกล่าวถึงการใช้เปลือกและใบของต้น willow ในการบรรเทาความปวด และยังให้สตรีเคี้ยวใบของมันเพื่อลดความเจ็บปวดขณะคลอดบุตรด้วย แน่นอนว่ามันได้ผลดี โดยในปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าต้น willow ต้นไม้ในตระกูล salix และมีกรด salicylic เป็นองค์ประกอบซึ่งในปัจจุบันใช้เป็นส่วนผสมในยาแอสไพริน นั่นเอง[2]

แม้จะความรู้ทางการแพทย์จะผ่านการลองผิดลองถูกมามาก แต่พื้นฐานทางการแพทย์แผนโบราณบางอย่างก็ถูกนำมาประยุกต์เข้ากับการรักษาในปัจจุบันด้วย เช่น ในอดีต แพทย์ชาวอียิปต์จะจับปลาไหลไฟฟ้าจากแม่น้ำไนล์ จากนั้นนำมาวางบนบาดแผลของคนไข้เพื่อลดความเจ็บปวดจากโรคไขข้อ (arthritis)[3] ต่อมาในปี 1919 Charles Willie Kent[4] ได้นำหลักการดังกล่าวมาพัฒนาเป็นวิธีในการลดความเจ็บปวดแบบหนึ่ง เรียกว่า Transcutaneous electrical nerve stimulation, TENs ซึ่งนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะปวดหลังส่วนล่าง (lower back pain) และ ไขข้อ (arthritis) ด้วย

อีกวิธีหนึ่งคือ การใช้พลาสเตอร์ที่พอกด้วยเมล็ดมัสตาร์ทร้อนๆแปะลงบนผิวหนังผู้ป่วยเพื่อลดความเจ็บปวด โดยวิธีนี้ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบันเช่นกัน ภายใต้หลักการที่เรียกว่า “counterstimulation”[5] โดยทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้อธิบายว่าเป็นการบรรเทาความเจ็บปวดโดยใช้หลักการเบี่ยงเบนความสนใจ (เช่น การถูนวดบริเวณที่ฟกช้ำเพื่อให้ประสาทสัมผัสมุ่งความสนใจไปที่แรงกดและแรงสัมผัสเพื่อเบียงเบนความสนใจจากความเจ็บปวดจากบาดแผล)

เมื่อเข้าสู่ยุคกลาง แพทย์เริ่มรู้จักการบรรเทาความเจ็บปวดจากการใช้สมุนไพรหลากหลายชนิด แพทย์ในยุคนี้นิยมการรักษาโดยการใช้ยาอย่างมาก โดยมีความเชื่อว่า ยิ่งใช้ยามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น และหนึ่งในความนิยมของตำรับยาในยุคนั้น ได้แก่ “Theriac” (ภาษากรีก แปลว่า สัตว์ป่า) แต่เดิมเชื่อว่าเป็นยาชนิด antidodes ที่ใช้สำหรับแก้พิษงู ที่มีส่วนประกอบของน้ำผึ้งเป็นพื้นฐาน ยาตำรับดังกล่าวมีการใช้มาอย่างต่อเนื่องยาวนานและมีการเพิ่มส่วนประกอบเข้าไปในตำรับยานี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยรวมแล้วมากมายกว่า 100 ชนิด[6] และเป็นที่นิยมใช้อย่างมากราวกับเป็นยาครอบจักรวาลจวบจนกระทั่งยุค Renaisance ในขณะที่ทางฝั่งยุโรปเองก็มักใช้สมุนไพรสำหรับปรุงยาเช่นกันร่วมกับการปลุกเสกคาถาอาคม โดยพบว่าสมุนไพรที่ใช้มีส่วนประกอบของฝิ่น ทำให้คนไข้อยู่ในภาวะมึนงง ล่องลอย เหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น จึงช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้นั่นเอง นอกจากการใช้พืชสมุนไพรแล้ว ยังมีการใช้ธาตุวัตถุในการปรุงยาร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นทองคำ งาช้าง หรือแม้กระทั่ง เขาของม้ายูนิคอร์น!? ในช่วงต้น ศต.19 ยังพบบันทึกว่า แพทย์บางรายมีการการฉีดเกลือทอง (Gold Salts) เข้าไปในแขนขาของคนไข้เพื่อลดความเจ็บปวดจากไขข้ออักเสบ (Rheumatoid Arthritis) นานนับศตวรรษเลยทีเดียว

เมื่อโลกเข้าสู่ศตวรษที่ 19 แพทย์จึงเริ่มรู้จักบรรเทาความเจ็บปวดโดยการใช้ยาสลบ (anesthesia) ในระหว่างการผ่าตัด ซึ่งก่อนหน้านี้ หมอและหมอฟันจะมีวิธีที่สุดสยองในการทำให้คนไข้สลบ เช่น ในอิตาลี มีบันทึกถึงการใช้ชามไม้ขนาดใหญ่ครอบไว้บนศีรษะคนไข้ จากนั้นใช้ค้อนตอกลงไปบนชามจนกระทั่งคนไข้สลบไป แล้วค่อยเริ่มทำการผ่าตัดให้เสร็จเร็วที่สุด (ก่อนที่คนไข้จะฟื้น)[7] เป็นต้น มีบันทึกถึง Queen Victoria แห่งราชวงศ์อังกฤษว่าเป็นผู้ป่วยรายแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้ตัดสินใจใช้ยาสลบ chloroform ระหว่างที่เธอคลอดบุตรรายที่ 8 (หลังจากที่เธอต้องทนทุกข์ทรมานจากการคลอดบุตรมาแล้วถึง 7 คน) นับว่าเธอเป็นสตรีที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นเลยก็ว่าได้[8]

ภายหลัง เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เริ่มมีการวางขายสินค้าที่อ้างว่าช่วยลดความเจ็บปวดได้ (แม้เพียงชั่วคราว) มากมาย ซึ่งล้วนประกอบจาก ฝิ่น แอลกอฮอล์ และโคเคน เช่น ในปี 1886 Coca-Cola กลายเป็นสินค้าบุกเบิกที่วางขายโดยทำการตลาดว่าเพื่อการรักษา-เยียวยาทุกโรค ไม่ว่าจะเป็น ไมเกรน หรือซึมเศร้า[9] ซึ่งแน่นอนว่าน้ำดำดังกล่าวมีส่วนประกอบของโคเคนนั่นเอง (แม้ว่าจะถูกสั่งยกเลิกไปแล้วใน ค.ศ. 1903)

เราจะเห็นได้ว่ามนุษย์มีการต่อสู้และพยายามเอาชนะกับความเจ็บปวดมาอย่างยาวนาน แม้ในปัจจุบัน การแพทย์สมัยใหม่ได้เข้าใจกลไกและวิธีรับมือกับความเจ็บปวดมากขึ้นโดยเชื่อว่า ความเจ็บปวดนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1. ความเจ็บปวดที่เกิดจากการปรับตัวของร่างกายเอง เพื่อจะปกป้องร่างกายจากอันตรายที่มาเยือน เช่น การถูกมีดบาด น้ำร้อนลวก รวมถึงการปวดตำแหน่งลึกๆเช่น กล้ามเนื้อ และ การปวดจากอวัยวะภายในซึ่งถูกกระตุ้นเนื่องจากขาดเลือด เช่นการเจ็บหน้าอกเนื่องจากหัวใจขาดเลือด และการปวดจากการอักเสบของร่างกาย 2. การปวดจากการมีพยาธิสภาพจากประสาทรับความรู้สึกเอง เช่น พาร์กินสัน งูสวัส เป็นต้น

องค์ความรู้สมัยใหม่ ทำให้เราตระหนักได้ดีว่าความเจ็บปวดนั้นเป็นกลไกสำคัญของร่างกาย เป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยส่วนตัวที่คอยส่งสัญญาณให้เจ้าของร่างกายรับรู้ล่วงหน้าถึงความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้น และมันย่อมทำงานจวบจนวันสุดท้ายของชีวิต
ในผู้ป่วยระยะท้าย ผู้ป่วยจะเริ่มกินอาหารไม่ได้ ดื่มน้ำไม่ได้ และร่างกายจะสิ้นลมไปเอง แต่ในปัจจุบันการแพทย์มีเครื่องมือที่ช่วยเอาชนะสิ่งเหล่านี้เพื่อยื้อชีวิตผู้ป่วย

หากกินไม่ได้ เทคโนโลยีจะช่วยให้ผู้ป่วยกินอาหารได้โดยการสอดท่ออาหารทางจมูก เมื่อกลไกการทำลายตัวเองของธรรมชาติถูกรบกวน แม้ว่าผู้ป่วยยังคงหายใจ แต่ความเจ็บปวดยิ่งทวีคูณ เนื่องจากการรับรู้ความเจ็บปวดเกิดจากการทำงานของสมองและจะส่งสัญญาณขึ้นหากอวัยวะต่างๆในร่างกายเริ่มใช้การไม่ได้ สมองจะรับรู้ความเจ็บปวดนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างความทุกข์ทรมานทั้งแก่ผู้ป่วยและญาติเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาแทรกแซง การยื้อชีวิต หรือปล่อยให้เสียชีวิตตามธรรมชาติย่อมเป็นเรื่องที่ญาติและตัวผู้ป่วยเองตัดสินใจลำบาก แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการยอมรับความจริงและทลายกำแพงต้องห้ามของการพูดคุยเรื่องความตาย ของญาติและผู้ป่วยเสียตั้งแต่เนิ่นๆเพื่อให้พร้อมกับสถานการณ์ข้างหน้าที่พวกเราต้องเผชิญไม่ช้าก็เร็ว.

 

เอกสารอ้างอิง

  1. https://www.sciencemag.org/news/2018/06/south-america-s-inca-civilization-was-better-skull-surgery-civil-war-doctors
  2. https://www.pharmaceutical-journal.com/news-and-analysis/infographics/a-history-of-aspirin/20066661.article?firstPass=false
  3. https://www.targethealth.com/post/pain-management-in-ancient-cultures
  4. https://www.nyspineandwellness.com/documents/historyofpain.pdf
  5. Sinclair, Marybetts (2007). Modern Hydrotherapy for the Massage Therapist. Lippincott Williams & Wilkins. p. 101.
  6. https://www.historyonthenet.com/theriac-historys-amazing-wonder-drug
  7. https://abcnews.go.com/Health/PainManagement/story?id=731553&page=1
  8. http://broughttolife.sciencemuseum.org.uk/broughttolife/people/queenvictoria
  9. https://clickamericana.com/topics/food-drink/cocaine-laced-coca-cola-introduced-1886

บทความที่เกี่ยวข้อง