TH | EN

Terminal Delirium : ภาวะที่สมองอาจต้องเผชิญ ก่อนเดินสู่วาระสุดท้ายของชีวิต

ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

‘Delirium’ คืออะไร?

‘Delirium’ หรือภาวะเพ้อสับสนเฉียบพลันเกิดจาการทำงานของสมองที่ผิดปกติไปผู้ที่เผชิญภาวะนี้จะมีความคิดความจำและพฤติกรรมผิดปกติไปอาการต่างๆจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรือกี่วันเท่านั้นภาวะนี้มักพบในผู้สูงอายุ (> 80 ปี) ผู้มีความผิดปกติทางสมองผู้มีภาวะทางจิตเวช  ผู้ป่วยหลังผ่าตัด ผู้มีปัญหาทางการมองเห็น และการนอนหลับ ฯลฯ และยังเป็นภาวะที่พบได้ทั่วไปในผู้ป่วยระยะท้ายก่อนเสียชีวิตด้วย เรียกว่า ‘Terminal Delirium’

ในยุคกรีกโบราณ Hippocrates บันทึกถึงภาวะเจ็บป่วยหนึ่งที่เรียกว่า phrenitis ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่าfrenzy หมายถึง สภาวะที่มนุษย์ไม่สามารถ ควบคุมความตื่นเต้นได้ หรือแสดงออกถึงความรุนแรง ป่าเถื่อน ต่อมา Celsus เริ่มใช้คำว่าคำว่า delirium ซึ่งเป็นคำในภาษาละตินแทน ภายหลังมีการค้นพบเพิ่มเติมว่า delirium มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยทางกายที่มีผลต่อจิตใจ จนกระทั้งในศตวรษที่ 19 Gowers จึงเป็นคนแรกที่ต้ังข้อสังเกตว่า อาการแสดงของ delirium น้ันมีได้ท้ัง แบบซึมเงียบ และกระวนกระวาย

ภาวะ delirium เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ไม่น้อยและมีการสนใจศึกษาถึงภาวะดังกล่าวในทุกแวดวงไม่เว้นแม้แต่วงการศิลปะเมื่อไม่กี่ปีมานี้ Luca Cambioli  (2017) และคณะ ได้ตีพิมพ์บทความวิชาการชิ้นหนึ่งในวารสาร European Neurology บทความดังกล่าวสนใจศึกษาถึงตัวละครหลักในบทละครโอเปราที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเรื่องหนึ่งในศตวรรษที่ 19 คือ “Nabucco” (1841) ซึ่งประพันธ์โดยคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ชาวอิตาเลียน นามว่า Giuseppe Verdi (1813–1901) ตัวละครเอกของเรื่องมีนามว่า Nabucco เป็นกษัตริย์แห่งกรุงบาบิโลนในช่วงที่มีการต่อสู้ของชาวยิว เรื่องราวดังกล่าวอ้างอิงจากคัมภีร์ไบเบิล ในบทประพันธ์จะแสดงให้เห็นถึงฉากที่ Nabucco เผยอาการป่วยทางจิตต่างๆที่สอดคล้องกับภาวะ delirium อย่างชัดเจน และด้วยอิทธิพลของบทละครนี้เองที่ทำให้ผู้คนในช่วงศตวรรษที่ 19 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคนที่เป็น delirium มากขึ้น อย่างไรก็ตามบุคลิกของตัวละคร Nabucco ไม่ได้ถูกแต่งขึ้นมาตามจินตนาการของผู้ประพันธ์เท่านั้น แต่ถูกแต่งขึ้นจากประสบการณ์ตรงของ Verdi เอง ซึ่งตัวเขาเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากภาวะ delirium มาตลอดช่วงชีวิต

นับตั้งแต่การแพทย์ค้นพบภาวะ delirium ก็ทำให้โลกมีความรู้และความเข้าใจคนไข้ที่แสดงพฤติกรรมที่ดูเหมือนจะเข้าใจไม่ได้มากขึ้นทางการแพทย์ได้อธิบายถึงสภาวะดังกล่าวว่าเกิดจากความผิดปกติของสมองไว้ดังนี้โดยปกติเราจะมีสติรู้เนื้อรู้ตัวและมีความคิดความจำได้นั้นการทำงานของสมองจะต้องประกอบด้วยสองส่วนเข้าด้วยกันได้แก่ 1.อยู่ในภาวะตื่นและรู้ตัว (ภาวะนี้ควบคุมโดย reticular activating system (RAS) ซึ่งอยู่บริเวณก้านสมองหากเกิดพยาธิสภาพกับบริเวณนี้จะซึมและโคม่า) และ 2.  มีสมาธิ รับรู้ต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งเร้าที่เข้ามาอย่างเหมาะสม (ควบคุมโดย cerebral cortex) ผู้มีภาวะ delirium จะยังตื่นรู้ในระดับหนึ่ง แต่ cerebral cortex จะทำงานผิดปกติไป ส่งผลให้เสียสมาธิหรือขาดความสนใจต่อสิ่งเร้า (ร่วมกับการที่สมองส่วนอื่นที่ควบคุมการมีสมาธิและความสามารถในการทำงานขั้นสูงมีพยาธิสภาพไปด้วย ได้แก่ prefrontal  cortex ด้านขวา หรือทั้งสองด้าน และจะทำงานเชื่อมกับสมองอีกหลายส่วน ได้แก่ temporoparietal cortex, limbic, thalamus)  นอกจากนี้อาจสัมพันธ์กับสารสื่อประสาทในสมองชนิด cetylcholine และ dopamine (ด้วยเหตุนี้ ผู้ป่วยทางจิตเวชบางรายที่ได้รับยาที่ออกฤทธิ์ลด/เสริม สารสื่อประสาทดังกล่าว อาจมีภาวะ delirium ได้เช่นกัน)

 

นี่ญาติฉันเป็น delirium หรือถูกผีเข้ากันแน่นะ ?

เนื่องจาก delirium เกิดจากการทำงานของสมองผิดปกติไปทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมแสดงออกผิดปกติหลายอย่างอาการเด่นชัดคือกลายเป็นคนขาดสมาธิ (attention deficits) จดจ่อกับอะไรนานๆไม่ได้คิดอย่างเป็นระบบไม่ได้ (disorganized thinking) พูดจาวกวนพูดซ้ำข้อความเดิมๆพูดจาไม่สอดคล้องกับเนื้อหาที่กำลังพูดคุยสูญเสียการรับรู้เรื่องเวลาสับสนกลางวัน-กลางคืนไม่รู้วันเดือนปีปัจจุบันสูญเสียการรับรู้เรื่องสถานที่ไม่ทราบว่าตนเองกำลังอยู่ที่ไหน (บ้านหรือโรงพยาบาล) และสูญเสียความจำระยะสั้น (disorientation and memory impairment) ทำให้ไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ขณะที่ตนเองกำลังมีอาการได้อาการดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการขาดสมาธิและความสามารถในการประมวลข้อมูลของสมองสูญเสียไปนั่นเองนอกจากนี้ความจำด้านอื่นๆก็มีปัญหาด้วยเช่นวาดรูป/เขียนหนังสือไม่ได้ถ้าให้ลองเขียนจะเขียนตัวเล็กไม่ต่อเนื่องเขียนคำเดิมซ้ำๆสะกดคำและไวยกรณ์ผิดมักง่วงนอนตอนกลางวันและตื่นขึ้นตอนกลางคืนพร้อมกับความสับสนอย่างชัดเจนเนื่องจากวงจรการหลับตื่นผิดปกติไป (disturbed sleep-wake cucle) อาการเหล่านี้จะเกิดอย่างฉับพลันในระหว่างวันแถมยังสลับไปมาระหว่างความปกติและความสับสน (acute onset with fluctuatingcourse) นอกจากนี้ผู้ป่วยจะมีบุคลิกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากอยู่ๆก็เปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างรวดเร็วกลายเป็นอื่นคล้ายถูกผีเข้าสิงจากที่เคยเป็นคนเรียบร้อยก็กลายเป็นคนหยาบโลนด่าทอพูดมากและก้าวร้าวและอาจสลับไป-มาระหว่างการอาละวาดกับซึมเศร้า

ผู้ป่วยไม่ได้มีแต่ความผิดปกติทางด้านพฤติกรรมและการแสดงออกเท่านั้นความผิดปกติของสมองยังส่งผลต่อร่างกายด้วยเช่นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติไป (alteredpsychomotoractivity) เช่นการเคลื่อนไหวช้าลงและสงบเสงี่ยมแยกตัว (hypoactive) หรืออาจกระสับกระวนกระวายก็ได้ (hyperactive) โดยผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีอาการแบบใดแบบหนึ่งหรือทั้งสองแบบสลับกันก็ได้การประสาทหลอนชนิดเห็นภาพหลอน (visual hallucinations) พบได้ทั่วไปและพบมักร่วมกับการหลงผิด (delusion)  เนื่องจากวงจรการนอนหลับถูกรบกวน ส่งผลกระทบต่อวงจรของความจำ (memory circuits) โดยพบว่าผู้ป่วยกว่า  30% ของผู้ป่วย delirium มีอาการประสาทหลอนด้านการมองเห็น และ 15 % ที่มีประสาทหลอนทางการได้ยิน  (auditory hallucinations)

 

ญาติผู้ล่วงลับมาหา ยมฑูตมารอรับข้างเตียง เห็นงูเขียวพันสายน้ำเกลือ ก่อนตาย พวกเขาเห็นอะไร มันมีอยู่จริงหรือไม่ ?

อยู่ๆเขาเห็นผ้าเช็ดหน้าลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ เป็นผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่สีฟ้า แถมยังมีวงกลมสีส้มๆสี่วงรวมอยู่ด้วย จากนั้นเขาก็เห็นล้อรถขนาดใหญ่ลอยอยู่ หรือบางครั้งเวลาหลานสาวมาเยี่ยม เขาเห็นพ่อหนุ่มรูปหล่อเดินมากับเธอด้วย แต่พอสักพัก พ่อหนุ่มนั่นเขาก็อันตรธานหายวับไปเลย..”

คุณปู่ Charles Lullin เล่าว่าเคยเห็นภาพและสิ่งของนู่นนี่นั่นต่างๆเป็นร้อยๆชิ้นไม่ว่าจะเป็นภาพสถานที่ต่างๆหรือรูปทรงเรขาคณิตพวกมักจะโผล่มาแบบค่อยๆมาแล้วก็ค่อยๆหายวับไปบางภาพก็ไม่มีที่มาที่ไปแต่บางภาพก็มีบริบทสอดคล้องกับชีวิตเช่นมีคราวหนึ่งที่เขาเดินอยู่ในถนนที่ปารีสเขาเห็นนั่งร้านพอกลับถึงบ้านเขาเห็นนั่งร้านแบบจิ๋วสูงประมาณ 6 นิ้ววางอยู่บนโต้ะทำงานของเขา (การเห็นภาพซ้ำแบบนี้เรียกว่า  Palinopsia) แต่นั่นก็เป็นส่วนน้อย เพราะโดยมาก ภาพต่างๆที่ปรากฏเป็นภาพที่เขาไม่เคยเห็น หรือไม่รู้จักมาก่อน แต่มีครั้งหนึ่งที่เขามองเห็นชายนุ่งผ้าเช็ดตัวอาบน้ำนั่งสูบไปป์อยู่ และเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า นั่นคือตัวเขาเองต่างหาก ซึ่งนั่นน่าจะเป็นภาพเดียวในบรรดาร้อยๆภาพที่เขารู้จัก

คุณปู่เล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้หลานชายฟังในปี 1759 เรื่องราวนี้ซึ่งกลายเป็นบันทึกชิ้นแรกในศตวรรษที่ 18 เกี่ยวกับอาการประสาทหลอนภาวะนี้ถูกตั้งชื่อว่า “ชาร์ลบอนเนซินโดรม” (Charles Bonnet syndrome) ตามชื่อหลานชายของคุณปู่นั่นเองโดยผู้ที่มีอาการ delirium อาจมีการพัฒนามาจากโรคนี้ได้ Oliver Sacks ประสาทแพทย์ได้เล่าถึงการเห็นภาพหลอนของผู้ป่วยโรคดังกล่าวว่าอาจเกิดกับผู้ที่มีปัญหาทางสายตาเช่นตาบอดโดยเมื่อดวงตาสูญเสียการมองเห็นไปสมองส่วนที่ทำหน้าที่รับการมองเห็นเลยไม่ได้รับสัญญาณใดๆเข้าไปสมองเลยทำงานมาขึ้นตื่นตัวมากขึ้นและจะเริ่มส่งสัญญาณขึ้นมาเองทำให้เกิดเป็นภาพหลอนต่างๆขึ้นมา 

ลักษณะของภาพที่ผู้ป่วยมองเห็นนั้นมีหลายระดับและซับซ้อนมากเช่นอาจะเห็นแค่เพียงรูปทรงเรขาคณิตสีต่างๆไปจนถึงเห็นอะไรสักอย่างที่เป็นตัวเป็นตนโดยเฉพาะภาพคนที่มีส่วนใบหน้าที่บูดเบี้ยวฟันใหญ่เกินมนุษย์ซึ่งจะเป็นลักษณะร่วมอย่างเดียวที่คนไข้มักเห็นเหมือนๆกันและรองลงมาคือการเห็นภาพตัวการ์ตูน ! (แม้จะดูน่ารักแต่ที่จริงแล้วมันสร้างความปั่นป่วนรำคาญใจแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก) อย่างไรก็ตามลักษณะของภาพที่เห็นอาจจำเพาะเจาะจงเป็นเรื่องไปเช่นผู้ป่วยรายหนึ่งมีปัญหาด้านการมองเห็นเช่นกันและภาพหลอนของเธอพิเศษตรงที่มักจะเป็นอะไรที่เคลื่อนไหวได้และส่วนมากเกี่ยวข้องกับรถบางครั้งเธอจะเห็นเด็กหนุ่มนั่งอยู่บนกระโปรงหน้ารถท่าทางเอาเรื่องเวลารถเลี้ยวก็เอนตัวตามจังหวะรถอย่างเนียนเลยพอรถหยุดเจ้าเด็กหนุ่มนั่นก็กระโดดพุ่งขึ้นไปบนฟ้าที่สูงกว่าร้อยฟุตแล้วหายวับไปเลย 

Oliver Sacks อธิบายว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เราสามารถถ่ายภาพการทำงานของสมองของผู้ป่วยเหล่านี้ในขณะที่เห็นภาพหลอนได้พบว่าในขณะเห็นภาพหลอนแต่ละตำแหน่งของสมองมีการทำงานอย่างอย่างจำเพาะเช่นในคนที่เห็นแค่รูปทรงเรขาคณิตพื้นฐานสมองส่วนที่ใช้ในการมองเห็น (primary visual cortex) ก็จะถูกกระตุ้นซึ่งโดยปกติแล้วสมองส่วนนี้จะถูกกระตุ้นตอนที่เราเห็นขอบมุมหรือลักษณะของพื้นผิวสมองส่วนนี้ใช้เมื่อยังไม่ได้ทรางภาพเป็นรูปเป็นร่างแต่จะไปประกอบกันกับการทำงานของสมองส่วนการมองเห็นขึ้นสูงอื่นเช่นสมองส่วน temporal lope ตรงตำแหน่งที่เรียกว่า fusiform gyrus โดยปกติแล้วถ้าตำแหน่งนี้เสียหายจะทำให้จำหน้าคนไม่ได้เมื่อเกิดความผิดปกติไปจะทำให้เห็นภาพหลอนเป็นหน้าคนและส่วนด้านหน้าของ gyrus นี้คือบริเวณที่ประมวลผลภาพของฟันและดวงตาซึ่งพบว่าทำงานมากเป็นพิเศษในขณะที่คนเห็นภาพหลอนเป็นใบหน้าบูดเบี้ยวโดยปกติแล้วสมองส่วน inferotemporal cortex จะประกอบข้อมูลขึ้นเป็นภาพโดยใช้ประสาทสัมผัสต่างๆมารวมกันแต่ผู้ป่วยจะไม่สามารถเชื่อมต่อไปไกลถึงจัดนั้นพวกเขาจะอยู่เพียงระดับสมองส่วน inferior visual cortex ซึ่งจะเต็มไปด้วยภาพหลายหมื่นหลายร้านภาพเมื่อสมองถูกรบกวนแทนที่จะเกิดความรับรู้ปกติจะเกิดเป็นความสับสนอลหม่านเกิดการกระตุ้น/ปลดปล่อยของกลุ่มเซลล์ด้านการมองเห็นเหล่านี้ใน inferotemporal lobe เช่นอยู่ๆก็เห็นเป็นหน้าคนเป็นภาพรถอยู่ๆก็เห็นโน่นนี้ผสมกันโดยสมองเราจะพยายามจัดการกับข้อมูลให้สอดรับความเป็นไปได้แต่สุดท้ายนั้นไม่สำเร็จนั่นเอง 

อย่างไรก็ตามอาการประสาทหลอนในผู้ป่วยกลุ่ม delirium สามารถพบได้มากซึ่งไม่ได้มีเพียงการมองภาพหลอนเช่นการเห็นผีหรือสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงทางการได้ยิน (auditory) เช่นได้ยินเสียงของคนที่ตายไปแล้วทางการรับกลิ่น(olfactory) มักได้กลิ่นแปลกๆหรือกลิ่นเหม็นไหม้ทางการสัมผัส (tactile) มักรู้สึกเหมือนมีแมลงมาไต่บนผิวการลิ้มรส (gustatory) โดยรู้สึกได้กลิ่นเลือดที่ลิ้นเป็นต้น 

อย่างไรก็ดีจากงานวิจัยที่ชื่อว่า Why do some people see ghosts? ของ Kartheek (2013) ประเทศมาเลเซียพบว่าการเห็นภาพผีสางของคนไข้ที่มีความผิดปกติทางสมองแต่ละคนจะสัมพันธ์กับเรื่องเล่าหรือความเชื่อที่แต่ละบุคคลเคยรู้มาอีกทั้งภาพผีสางยังพบในกลุ่มที่มีศรัทธาต่อศาสนาอย่างแรงกล้ามากกว่ากลุ่มที่มีศรัทธาต่อศาสนาน้อยกว่าเสียอีกโดยเชื่อว่าความรับรู้ที่ผิดไปนั้นสัมพันธ์กับความเชื่อการให้คุณค่าของแต่ละสิ่งซึ่งหลากหลายกันไปในแต่ละบุคคลนั่นเอง

 

Delirium กับ ลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

ในวันที่ชีวิตเดินมาสู่วาระสุดท้ายเมื่ออวัยวะต่างๆในร่างกายเริ่มล้มเหลวจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อีกต่อไปผู้ป่วยระยะท้ายอาจต้องเผชิญกับภาวะทั่วไปที่เรียกว่า “Terminal delirium” หรือภาวะสับสนกระวนกระวายก่อนตายทำให้มีอาการสับสนความรู้สึกและการรับรู้เปลี่ยนไปโดยมักจะมาเยือนในสัปดาห์สุดท้ายหรือวันสุดท้ายของชีวิต

จากการศึกษาของดร. Lawlor และคณะจากโรงพยาบาล Grey Nuns ภาควิชาวิทยามะเร็ง (Oncology) มหาวิทยาลัย Alberta ประเทศ Canada ได้ทำการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งชนิดลุกลาม (advanced cancer) พบว่าผู้ป่วยมีภาวะ Terminal delirium เกิดขึ้นถึง 88% ก่อนที่พวกเขาจะเสียชีวิตลง

อาการของภาวะ Terminal delirium จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันมากผู้ป่วยระยะท้ายเหล่านี้จะขาดสมาธิวงจรหลับตื่นมีปัญหาและทำพฤติกรรมซ้ำๆอย่างไร้จุดหมายเช่นการถอดผ้าปูที่นอนการถอดเสื้อผ้าร้องโหยหวนครวญครางแสดงสีหน้าบูดเบี้ยวผิดปกติหวาดกลัววิตกกังวลตื่นเต้นตกใจกล้ามเนื้อกระตุกทั่วร่างกาย 

โดยทั่วไปญาติจะตกใจและขวัญเสียเมื่อเห็นภาพอันน่าตกตะลึงเหล่านี้แต่หากดูแลอย่างถูกวิธีก็จะทำให้ญาติและผู้ป่วยใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างสันติสุขได้โดยพยายามจัดสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยให้ปลอดภัยและไม่มืดจนเกินไปวางนาฬิกาปฏิทินหรือสิ่งของที่คุ้นเคยให้อยู่รอบๆห้องและไม่มัดผู้ป่วยไว้ติดเตียงแต่หากผู้ป่วยนอนดิ้นสับสนวุ่นวายและตื่นตระหนกมากมีความเสี่ยงต่อการตกเตียงสูงควรจัดที่นอนใหม่ในนอนบนฟูกเตี้ยหรือปูเสื่อแทน 

ในวันท้ายๆของชีวิตผู้ป่วยมักอ่อนเพลียมากจนต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลาอาจทำให้เกิดแผลกดทับหากจะพลิกตัวเพื่อลดการเกิดแผลนั้นอาจต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าเนื่องจากผู้ป่วยจะไม่สบายตัวนักการทำความสะอาดช่องปากต้องระมัดระวังมากเนื่องจากผู้ป่วยจะเริ่มหยุดกินอาหารและน้ำทำเยื่อบุช่องปากและคอแห้ง  อาจใช้สารหล่อลื่นทาเพื่อไม่ให้ริมฝีปากแห้งด้วย และเพื่อลดความกังวลใจของญาติ ควรพึงระลึกเสมอว่า หลายๆภาวะนั้น เกิดขึ้นเป็นปกติวิสัยของผู้ป่วยวาระสุดท้าย เช่น ที่ผู้ป่วยไม่กินอาหารเพราะกำลังจะเสียชีวิต ไม่ใช้เสียชีวิตเพราะไม่กินอาหาร หรือ เสียงเสมหะที่เกิดขึ้นระหว่าการหายใจ (death rattle) ที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยกำลังสำลักหรือหายใจไม่ออก 

ญาติและผู้ดูแลบางรายมักมีความรู้สึกผิดหากหยุดให้การรักษาเพราะกลัวว่าผู้ป่วยจะตายเพราะขาดยาหรือไกลมือหมอซึ่งแท้จริงแล้วเป้าหมายของการดูแลรักษาแบบประคับประคองนี้แม้ว่าจะยืดเวลาการเสียชีวิตแต่ก็ยืดเวลาแห่งความทุกข์ทรมานออกไปด้วยสำหรับผู้ป่วยในวาระสุดท้ายนั้นสิ่งสุดท้ายที่เขายังสามารรับรู้ได้คือการได้ยินและสัมผัสญาติควรสื่อสารกับพวกเขาด้วยการพูดคุยและสัมผัสเช่นจับมือแม้ว่าผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัวแล้วก็ตาม 

หากผู้ป่วยและญาติมีความประสงค์จะให้ผู้ป่วยเสียชีวิตที่บ้านให้ลองพิจารณาอาการต่างๆที่บ่งชี้ว่าผู้ป่วยเสียชีวิตแล้วได้แก่หัวใจหยุดเต้นหยุดหายใจม่านตาไม่ตอบสนองต่อแสงตัวเย็นอาจมีปัสสาวะ-อุจจาระราดบางรายอาจมีเปลือกตาปิดไม่สนิทเนื่องจากการฝ่อลีบของ retro orbital fat pad ทำให้ลูกตาตกลงไปหลังเบ้าตาจึงปิดเปลือกตายากเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ญาติไม่ต้องตกใจไปและท้ายที่สุดเมื่อผู้ป่วยจากไปแล้วบุคคลที่ควรได้รับการดูแลมากคือคู่ชีวิตของผู้ป่วยทั้งด้านร่างกายและจิตใจเนื่องจากบางรายอาจมีเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตามมาอย่างรวดเร็ว.

หมายเหตุ: ที่มาส่วนหนึ่งจากงานบรรยาย Last Life Lesson หัวข้อ "เมื่อสมองกำลังล้มเหลว The Mind Unwinded" โดย ผศ.นพ. สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย จิตแพทย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 8 มิถุนายน 2562 ณ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ

เอกสารอ้างอิง

1 Mendez FM, Gershfield DN. Delirium. In: Bradley GW, Daroff RB, Fenichel GM, Jankovic J eds. Neurology in clinical practice The neurological disorders, fourth edition. Philadelphia, PA: Elsevier Inc; 2004. p29-42. 
2 Luca Cambioli Mattia Bava Giuseppe Bellelli, et al. “Nabucco” by Giuseppe Verdi: A Case of Delirium in an Italian Romantic Opera. Eur Neurol 2017;77:180–185.
3 Mendez FM, Gershfield DN. Delirium. In: Bradley GW, Daroff RB, Fenichel GM, Jankovic J eds. Neurology in clinical practice The neurological dis- orders, fourth edition. Philadelphia, PA: Elsevier Inc; 2004. p29-42. 
4 4 American Psychiatric Association. Diagnostic and statistical manual of mental disorders. (5th ed): DSM-5. 2013
5 Fang C-K, Chen H-W, Liu S-I, Lin CJ, Tsai LY, Lai YL. Prevalence, detection and treatment of delirium in terminal cancer inpatients: a prospective survey. Jpn J Clin Oncol2008;38:56-63.
6 Maldonado JR. Pathoetiological model of delirium: a comprehensive Understanding of the neurobiology of delirium and an evidence-based approach to prevention and treatment. Crit Care Clin. 2008;24(4):789–856.
7 Cutting J. The phenomenology of acute organic psychosis. Comparison with acute schizophrenia. Br J Psychiatry. 1987;151:324–332. 
8 Terao T: Hallucinations. Nihon Rinsho, 2013; 71:1743-9. 
9 https://www.ted.com/talks/oliver_sacks_what_hallucination_reveals_about_our_minds/transcriptlanguage=th&fbclid=IwAR0IWz4ZMhhdMJTl6R31L6STRqjsTrc4aW3XO-8dGOYOjgKjaKEfQRM3j84
10 BR Kartheek, T Sreekanth, and Wong Lee Sia: Why do some People see Ghosts?. International Journal of Pharmaceutical & Biological Archives 2013, 2013; 4(5): 860 - 867
11 BR Kartheek, T Sreekanth, and Wong Lee Sia: Why do some People see Ghosts?. International Journal of Pharmaceutical & Biological Archives 2013, 2013; 4(5): 860 - 867
12 BR Kartheek, T Sreekanth, and Wong Lee Sia: Why do some People see Ghosts?. International Journal of Pharmaceutical & Biological Archives 2013, 2013; 4(5): 860 - 867
13 Lawlor PG, Gagnon B, Mancini IL, et al. Occurrence, causes, and outcome of delirium in patients with advanced cancer: a prospective study. Arch Intern Med2000;160:786-94. 
14 Lawlor PG, Gagnon B, Mancini IL, et al. Occurrence, causes, and outcome of delirium in patients with advanced cancer: a prospective study. Arch Intern Med2000;160:786-94.
15 Bush SH, Kanji S, Pereira JL, et al. Treating an established episode of delirium in palliative care: expert opinion and review of the current evidence base with recommendations for future development. J Pain Symptom Manage2014;48:231-48.
16 Christakis NA, Allison PD: Mortality after the hospitalization of a spouse. N Engl J Med 354:719, 2006. 

บทความที่เกี่ยวข้อง