วิธีฝึกกาย ฝึกจิต พัฒนาคุณภาพชีวิตตั้งแต่วันนี้

ต้นเดือนที่ผ่านมา มูลนิธิพันดารา จัดงานเสวนาเรื่อง The Mind's Journey จิต กาย และการภาวนา มีหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจ แอดมินขอนำมาแบ่งปันไว้ในที่นี้ค่ะ

นพ.วิโจน์ ตระการวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ รพ.นครธน และผู้ศึกษาศาสตร์การแพทย์ทางร่วมกายจิต (Body Mind Medicine) ได้บรรยายในหัวข้อ "จิตกับกาย และการบรรเทาความเจ็บป่วย" ไว้ว่า การแพทย์สมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับกายภาพ แม้จะให้ประโยชน์ในการรักษาโรคอย่างมาก แต่ก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด 

ปัจจุบันเป็นที่แน่ชัดว่าจิตกับกายทำงานเชื่อมโยงกัน หากกายป่วย ก็มีแนวโน้มดึงจิตให้หม่นเศร้าตาม หากจิตเศร้าหมอง ก็ดึงรั้งให้กายเจ็บป่วยไปด้วย เพราะทั้งกายและจิต ทำงานประสานกันผ่านระบบภูมิคุ้มกัน ระบบต่อมไร้ท่อ และระบบหัวใจและหลอดเลือด

ดังนั้น การฝึกกายและฝึกจิตอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีสุขภาพดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

แต่เราจะทำอะไรได้บ้างล่ะ?

ในส่วนของการฝึกกาย นพ.วิโรจน์แนะนำเพียงสองประการ คือ การออกกำลังกายแอโรบิค ซึ่งหมายถึงการออกกำลังกายระยะเวลานาน (ไม่ต่ำกว่า 20 นาที) จนเกิดอาการเหนื่อยหอบ เพราะร่างกายต้องใช้ออกซิเจนไปเผาผลาญพลังงาน การออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ดีและราคาถูกคือการวิ่ง หรือเดินเร็ว

การฝึกกายอีกอย่างหนึ่งคือการนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพ นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่และเพียงพอ เราสามารถฝึกนอนหลับได้ด้วยการเตรียมพร้อมก่อนหลับ เช่น การผ่อนคลายกล้ามเนื้อทีละส่วน การทำบอดี้สแกน รวมทั้งหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่รบกวนการนอน เช่น การเล่นมือถือ การดื่มเครื่องดื่มที่มีสารกระตุ้นก่อนนอน เป็นต้น

ส่วนการฝึกจิต นพ.วิโรจน์แนะนำการสวดมนต์แบบออกเสียง เพื่อให้เกิดการสั่นสะเทือน (vibration) ภายในร่างกาย หรือฝึกจิตด้วยการฝึกเจริญสติ ซึ่งมีเทคนิคหลากหลายประเภท ทั้งการฝึกสติด้วยการระลึกลมหายใจ ตระหนักรู้ในการเคลื่อนไหว เป็นต้น ท่านกล่าวว่า กลุ่มคนที่ควรฝึกจิตอย่างมากได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยระยะท้าย และบุคลากรทางกายแพทย์

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมบางประเภท ที่ได้ทั้งกายฝึกกายและฝึกจิต ได้แก่ การฝึกโยคะ และการฝึกชี่กง 

นพ.วิโรจน์ เน้นย้ำว่า การฝึกกายและจิต ไม่จำเป็นต้องทำหลายอย่าง ขอแค่ทำเพียงอย่างเดียว แต่ทำอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ทำด้วยความศรัทธา ชีวิตก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง มีสุขภาพดีขึ้น ความเจ็บป่วยบรรเทาลง

ความรู้ที่ปราศจากการลงมือทำ ถือเป็นความรู้แบบปลอมๆ เท่านั้น