การรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

ใช่ว่าการไปโรงพยาบาลหรือการรักษาจะให้ประโยชน์แก่ผู้ป่วยทุกครั้งไป การดูแลหลายอย่างนอกจากจะไม่ช่วยให้ผู้ป่วยหายหรือดีขึ้นแล้วยังก่อความทุกข์ให้ผู้ป่วยหรือครอบครัวทุกข์ทรมานมากขึ้นด้วย

นพ.กิตติพลนาควิโรจน์ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัวคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงข้อคิดบางประการที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตัดสินใจดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในงานอบรม"อยู่อย่างมีความหมายจากไปอย่างมีความสุขเมื่อวันท่ี เมษายน 2561 ที่ผ่านมา ณ ร้านสะพานโยง .นครปฐม

การรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ไม่ได้หมายถึงการรักษาที่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายหรือการที่แพทย์สงวนเตียงผู้ป่วยให้คนอื่น การรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในทางการแพทย์มีความหมาย นัยยะ

คือ 1. การรักษาที่ไม่ตรงกับภาวะโรค เช่น ให้ยาผิดโรค และ 2. การรักษาที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ป่วยหรือครอบครัว

การรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์มีโอกาสเกิดขึ้นมากในผู้ป่วยระยะท้าย เพราะการรักษาในช่วงนี้หลายประการไม่ช่วยให้ผู้ป่วยสุขสบายหายจากโรคหรือแม้แต่มีอายุยืนยาวขึ้น เช่น การให้บังคับให้อาหารทางสายยางให้ผู้ป่วยระยะสุดท้าย การปั๊มหัวใจในวันท้ายๆ ของผู้ป่วย การฟอกไตในผู้ป่วยที่อวัยวะส่วนอื่นล้มเหลวไปหมดแล้ว เป็นต้น

ข้อพิจารณาอีกประการหนึ่งที่อาจช่วยตัดสินใจว่า การรักษาในครั้งนี้ก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่ คือคำถามที่ว่า"การรักษาด้วยวิธีนี้มีอัตราช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตกี่เปอร์เซ็นหากแพทย์ตอบว่าการรักษาด้วยวิธีนี้มีอัตรารอดชีวิตน้อยกว่าร้อยละ เราอาจตั้งข้อสังเกตว่านั่นคือการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

ส่วนการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในมิติหลัง คือ การรักษาที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ป่วยหรือครอบครัว ตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยและครอบครัวไม่ต้องการปั๊มหัวใจแต่แพทย์กลับยื้อชีวิตยืดการตายให้ยาวนานขึ้น การปั๊มหัวใจในกรณีนี้นับว่าเป็นการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เช่นกัน

จุดที่ยากในการป้องกันการรักษาที่ไม่ตรงกับเจตนาคือ ผู้ป่วยครอบครัวและบุคลากรสุขภาพมักมีกระบวนการการสื่อสารระหว่างกันที่ยังไม่ราบรื่นหรือเข้าใจตรงกันมากพอเพราะมีอุปสรรคด้านการสื่อสาร เช่น ญาติมักกังวลว่าการบอกความจริงของแพทย์จะทำให้ผู้ป่วยเสียกำลังใจ การพูดคุยวางแผนเรื่องการเตรียมตัวตายจะทำให้เสียบรรยากาศหรือเป็นการแช่งผู้ป่วย ในขณะที่แพทย์เองก็ไม่กล้าที่จะเป็นฝ่ายสื่อสารเรื่องนี้ก่อนเพราะเป็นประเด็นอ่อนไหว แพทย์อาจกังวลว่าผู้ป่วยและญาติจะเข้าใจผิด คิดว่าแพทย์ไม่อยากรักษาคนไข้แล้ว นอกจากนี้ยังมีแพทย์จำนวนมากที่อยากจะคิดหาวิธีรักษาทุกทางเสียก่อนจึงจะคุยกับผู้ป่วยเรื่องการวางแผนระยะสุดท้ายของชีวิตซึ่งในบางกรณีอาจไม่ทันการณ์

ดังนั้นทางออกที่เป็นไปได้คือการวางแผนดูแลสุขภาพช่วงท้ายของชีวิตผู้ป่วยและครอบครัวอาจต้องเป็นฝ่ายเริ่มชวนคุยสื่อสารว่าตนประสงค์จะวางแผนดูแลสุขภาพเมื่อโรคที่ตนเป็นอยู่รักษาได้ยากหรืออาจรักษาไม่หายแล้ว

Living Will เครื่องมือแสดงเจตนาเสริมพลังผู้ป่วย

เครื่องมือหนึ่งที่ช่วยสื่อสารความต้องการในช่วงท้ายของชีวิตและป้องกันการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์คือการเขียน Living Will หรือเอกสารแสดงเจตนาเลือกวิธีการรักษาในช่วงท้ายของชีวิต ตาม ...สุขภาพแห่งชาติ .. 2550 มาตรา12 การเขียนเอกสารฉบับนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ที่จะวางแผนดูแลสุขภาพช่วงท้ายของชีวิต เพิ่มโอกาสที่จะสื่อสารความต้องการของตนเองว่า หากตนใกล้เสียชีวิตต้องการให้ญาติหรือบุคลากรสุขภาพดูแลอย่างไร 

ผู้สนใจสามารถศึกษาแบบฟอร์มตัวอย่างการเขียนอย่างง่ายได้ในเว็บไซต์ www.thailivingwill.com

.แสวง บุญเฉลิมวิภาส แห่งคณะนิติศาสตร์ .ธรรมศาสตร์ ยังเสริมว่าการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ใช่การเร่งการตาย หากคือเครื่องแสดงความจำนงว่าผู้ป่วยยอมรับความจริงของชีวิตและประสงค์จะจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ ทั้งนี้ ผู้ป่วยยังคงได้รับการดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care จากทีมดูแลสุขภาพในโรงพยาบาลทั่วประเทศ

Palliative Care ระบบการดูแลสุขภาพน้องใหม่ในสังคมไทย

การดูแลแบบประคับประคองเป็นศาสตร์การดูแลแบบองค์รวม คือ แม้ผู้ป่วยจะรักษาไม่หายแล้วแต่ยังคงได้รับการดูแลให้สุขสบายกายด้วยการลดอาการรบกวนบรรเทาปวด รวมทั้งได้รับการดูแลทางจิตใจและสังคมทั้งจากบุคลากรสุขภาพครอบครัวและชุมชนให้มีสุขภาวะในทุกมิติ

ทั้งนี้ การดูแลผู้ป่วยอย่างไรนั้น ขึ้นกับว่าในชีวิตที่เหลือของผู้ป่วยระยะท้าย เขาและเธอให้ความสำคัญกับอะไร เมื่อทราบความปรารถนาแล้ว บุคลากรและครอบครัวควรสนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้าถึงสิ่งที่ต้องการหรือคุณค่าเหล่านั้น เช่น ได้อยู่กับคนรัก ได้ทำสิ่งที่ใฝ่ฝันปรารถนา ได้ขออภัยหรืออโหสิกรรม ได้กลับบ้าน ได้เข้าถึงประสบการณ์ทางศาสนา หรือแม้แต่ได้อยู่เงียบๆ หรือฟังเพลงที่ชอบ

อย่างไรก็ตามการดูแลแบบประคับประคองเพิ่งจะเริ่มต้นพัฒนาขึ้นในสังคมไทยเพียงสิบกว่าปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลบางแห่ง เช่นใน รพ.นครปฐมเองก็เพิ่งกำเนิดทีมดูแลแบบประคับประคองอย่างเป็นทางการเพียงสามปีมานี้ ดังนั้นแพทย์และพยาบาลดูแลแบบประคับประคองในระบบบริการสุขภาพยังมีข้อจำกัดและต้องการการสนับสนุนจากภาคประชาชนโดยเฉพาะการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการดูแลคุณภาพชีวิตในช่วงสุดท้ายและการเตรียมตัวสู่การจากไปอย่างสงบ

ชีวามิตรวิสาหกิจเพื่อชุมชนในฐานะองค์กรภาคประชาชนที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนความรู้ความเข้าใจเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตในช่วงท้าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) หวังว่าการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการร่วมกับภาคประชาสังคมในจังหวัดนครปฐมครั้งนี้ จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการดูแลสุขภาพช่วงท้ายของชีวิตในจังหวัดนครปฐม และสังคมไทยโดยรวม